Friday, April 16, 2010

เขี้ยวเล็บลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ

 เขี้ยวเล็บลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต


ทหารกลายเป็นเป้านิ่งอาวุธร้ายแรงของม็อบเสื้อ แดง ภาพ รอยเตอร์
 

        ก่อนอื่น ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียของกลุ่มเสื้อแดงและทหารหาญผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยปราศจากอาวุธพิฆาต ขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียชีวิต และขอภาวนาว่าเหตุการณ์อันน่าสลดใจยิ่ง เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 จะไม่เกิดขึ้นอีกในราชอาณาจักรไทย


ผลของการใช้แก๊สน้ำตากับกระสุนยางปราบม็อบเสื้อแดง ภาพ รอยเตอร์


ภาพของคนชุดดำที่ก่อจลาจลกลางกรุงเทพฯ ถูกแพร่กระจายไปตามอินเตอร์เน็ต  จาก ผู่จีดการออนไลน์

        ทันทีทีู่ถูกศาลฎีกาพิพากษาให้รัฐยึดทรัพย์สี่หมื่นหกพันล้านบาท นายทักษิณ ชินวัตร ผู้บัญชาการสูงสุดของกลุ่มเสื้อแดงและกลุ่มย่อยอื่นๆที่แตกกิ่งออกมา ก็เริ่มงัด “แผนชุมนุมอุบาทว์” ออกมาทำร้ายประเทศไทย โดยมี “เป้าประสงค์” ล้มเจ้า ล้มอำมาตย์ ซึ่งนายทักษิณมองว่าเป็นผู้่ทำรัฐประหารให้ตนต้องหลุดออกจากตำแหน่งนายกฯ รวมทั้งล้มนายกฯอภิสิทธิ์ ด้วยมองว่าถูกอำมาตย์ตั้งขึ้นมาเป็นข้ารับใช้กลุ่มเจ้ากลุ่มอำมาตย์ มิใช่รับใช้กลุ่มประชาชน ทั้งนี้ เป็น “มายาคติทางการเมือง” ที่แพร่สพัดอยู่ในค่ายทักษิณ


นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร ผบ.ชุมนุมเสื้อแดง กำลังอยู่ในสภาพน่าเวทนาที่สุด ภาพ ไทยทาวน์

        เพราะเหตุใดนายทักษิณจึงมี “เป้าประสงค์” ดังกล่าว?
เพราะเป็นสาวกตัวฉกาจของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ซึ่งสอนให้ทุกคนใฝ่หาึความหมายของชีวิตด้วยการแสวงหาและบูชา “เงินทอง” แล้ว “อำนาจ” จะตามมา ถือว่าศีลธรรมจริยธรรมคือเีครื่องประดับกายสวยๆงามๆเท่านั้น เชื่อว่าใครยิ่งมี “เงินทอง” มาก ก็จะยิ่งมีสิทธิ์เป็น “พระเจ้า” ได้ก่อนคนอื่นๆ เพราะิเงินทองสามารถซื้อหาได้ทุกอย่างแม้กระทั่้งชีวิตมนุษย์ โดยมีวิถีชีวิตแบบ “ด้านได้อายอด” “ตัวกูำ-ของกู” “ตัวใครตัวมัน” ฯลฯ

ดร.อิริค ฟรอม์ม นักจิตวิเคราะห์ ภาพ สิสโกลริง

นักจิตวิเคราะห์อิริค ฟรอม์ม ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต ได้วินิจฉัยคนที่นิยมเงินทองในลักษณะด้งกล่าวไว้ว่า เป็น “โรคจิตวิปลาส” (neurosis) คือ มีสภาพจิตวิตกกังวล รู้สึกไม่มั่นคง กลัวอย่างไร้เหตุผล และรู้สึกโศกซึมเป็นอาจิณ น่าสลดใจไหมที่รวยแล้วกลับหายใจเข้าออกเป็นความทุกข์ ไร้ความสงบสุข

        สาวกลัทธิอุบาทว์ดังกล่าวที่เป็นโรคจิตวิปลาสอย่างเดียว จะไม่ร้ายกาจเท่าีสาวกลัทธิเีดียวกันอีกคนหนึ่งที่มีบุคลิกภาพประเภท “ก้าวร้าวทำร้ายสังคม” (sociopath) ห่อหุ้มอยู่ด้วย

ดร.เฮนรี่ เอ เมอร์เรย์ นักจิตวิทยาผุ้ศึกษายุคลิกภาพของฮิตเบอร์ ภาพ เซลส์ไดล๊อค.คอม


        เมื่อปี 2486 (ค.ศ. 1943) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดร.เฮนรี่ เอ เมอร์เรย์ นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการคลินิกจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาบุคลิกภาพของนายอดอลฟ์ ฮิตเลอร์ แล้วรายงานต่อขุนพลกองทัพสัมพันธมิตร เพื่อประโยชน์ในการวางแผนยุทธศาสตร์สงคราม โดยสรุปสภาพนิสัยนายฮิตเลอร์ไว้ดังนี้ คือ (1) มีความขุ่นเคืองใจคุกรุ่นอยู่เป็นประจำ (2) ยอมรับคำตำหนิติเตียนผู้อื่นได้ไม่มาก (3) เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นตลอดเวลา (4) ไม่มีความกตัญญูรู้คุณผู้อื่น (5) ชอบดูหมิ่นเหยียดหยามและโทษผู้อื่น (6) มีแค้นที่ต้องชำระอยู่เป็นปกติวิสัย (7) ต่อสู้อย่่างบ้าบิ่นหัวชนฝาัทั้งๆที่รู้ว่าตนกำลังพ่ายแพ้ (8) ชอบทำตามอำเภอใจและเชื่อมั่นในตนเองอย่างสุดโต่ง (9) ไม่มีอารมณ์ขำขัน (10) คิดแต่หาช่องทางเอาชนะตัวบทกฎหมาย ทั้งนี้ ล้วนบ่งบอกนิสัยของคนประเภท “ก้าวร้าวทำร้ายสังคม” อย่างชัดเจน

นายอดอลฟ์ ฮิตเลอร์ ผู้นำประเทศเยอรมันนีสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพ นิรนาม

        วิญญูชนทั้งหลายย่อมสามารถประเมินด้วยใจเป็นธรรมและจากข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งปวงได้ว่า นายทักษิณมีสีสันบุคลิกภาพเดียวกับนายฮิตเลอร์มากน้อยเพียงใด และต่างกันตรงความเข้มข้นในข้อใด 

        เมื่อเป็นทั้งโรคจิตวิปลาสและมีนิสัย “ก้าวร้าวทำร้ายสังคม” อย่างนายฮิตเลอร์ นายทักษิณจึงมิใช่สาวกธรรมดาๆของลัทธิอุบาทว์ดังกล่าว และเมื่อมีลมหายใจเข้าออกเป็น “ความรุนแรง” ดังเห็นได้จาก “ระเบิดรายวัน” และการซุ่มพิฆาตทหารที่ไม่ได้ใช้อาวุธสงคราม ก็ไม่มีอะไรจะปราบสาวกลัทธิอุบาทว์อย่างทักษิณได้ นอกจากการใช้ “ความรุนแรง” แบบ “เกลือจิ้มเกลือ”

        ล่าสุด นายทักษิณเริ่มก้าวร้าวทำร้ายสังคมด้วยการหลอกลวงล่อลวงชาวชนบทจำนวนหมื่นๆคนจากภาคอีสานและภาคเหนือไปชุมนุมกันที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ “ยุบสภา” ซึ่งย่อมส่งผลตามกฎหมายให้รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ต้องยุบโดยปริยาย ทั้งนี้ ด้วยข้ออ้างที่ปราศจากความเป็นจริงว่า นายอภิสิทธิ์ถูกอุปโลกน์ให้เป็นนายกฯโดยกลุ่มเจ้าและอำมาตย์ ทั้งๆที่นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังเหน็ดเหนื่อยที่สุดกับม็อบเสื้อแดง ภาพ รบ.ไทย

ชาวชนบทจำนวนมากได้ไปร่วมชุมนุม เพราะมีความรู้สึกว่าเคยได้รัีบบาดแผลทางใจจาก “ข้าราชการ” เลวๆบางคนเมื่อสมัยนานมาแล้ว หรือได้ยินเขาเล่าว่า “ข้าราชการ” คือ “ข้ารับใช้” ของกลุ่มเจ้ากับกลุ่มอำมาตย์ที่ส่งไปทำหน้าที่ “ปกครอง” ชาวชนบทอย่าง “ไพร่” หากเป็นจริง ก็น่าจะเรียกร้องให้ปลด “ข้าราชการ” นั้นๆ มิใช่ “ยุบสภา”

จริงๆแล้ว ชาวชนบทดังกล่าวต่างก็ได้รับการอุปถัมภ์เป็นการส่วนตัวจากส.ส.ในเขตตนเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุให้ “ยุบสภา” แต่ประการใด และว่าตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองใดๆที่เป็นเหตุสมควรพอที่จะนำไปสู่การยุบสภาโดยชอบได้

การเผขิญหน้ากันระหว่างม็อบเสื้อแดงกับตำรวจหลังคำพิพากษา ภาพ ผู้จัดการออนไลน์

 ฉะนั้น หากมีการยุบสภาตามข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุสมควรและไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ต่อไปใครใคร่นึกอยากยุบสภาก็ไปชุมนุมใช้กฎหมู่ข่มเหงกฎหมายบงการให้รัฐบาลยุบ ชาติบ้านเมืองก็จะถูกอนาธิปไตยปกครอง ไม่มีใครอยากมาลงทุนหรือท่องเที่ยวที่เมืองไทยต่อไป แผ่นดินไทยก็จะ “ล่มจม” ลงไปเรื่อยๆ   

        นอกจา่กมีจิตวิปลาสและบุคลิกภาพแบบนายฮิตเลอร์ แล้ว นายทักษิณยังมีใจคอโหดเหี้ยมขนาดได้แอบแฝง “กองโจรติดอาวุธสงคราม” ไว้ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง เพื่อซุ่มพิฆาตกลุ่มทหาร ซึ่งใช้เพียงแก๊สน้ำตากับกระสุนยาง และเพื่อสาดกระสุนใส่กลุ่มเสื้อแดงที่ถูกหลอกลวงมาสังเวยเลือดกับชีวิตให้นายทักษิณโดยมิรู้ตัว แล้วใส่ร้ายรัฐบาลว่า ได้เข่นฆ่าประชาชน เป็นการปูทางให้นายทักษิณได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินอีก

เมื่อฝุ่นมรณะหายตลบลง นับผู้เสียชีิวิตไดุ้ถึง 21 ราย บาดเจ็บกว่า 800 ราย น่าสังเกตว่ามีทหารหลายรายุถูกสังหารด้วยกระสุนปืนเข้าที่ศีรษะอย่างแม่นยำ โดยน่าจะซุ่มยิงจากชั้นบนอาคารใกล้เีคียงด้วยอาวุูธสงครามติดลำกล้องส่องทางไกลกับแสงเลเซอร์ทันสมัย

         ณ วันนี้ นายทักษิณได้ยกระดับความชั่วร้ายของตนจากระดับนัึกการเมืองโกงกินชาตินับแสนล้านบาท ขึ้นสู่ระดับ “อาชญากรทำลายความมั่นคงแห่งชาติ” และ “อาชญากรทำลายความสงบสุขบ้านเมือง” ฉะนั้น รัฐบาลน่าจะพิจารณาดำเนินคดีกับนายทักษิณและสมุนด้วยข้อหาเป็น “กบฏต่อแผ่นดิน” และอาจพิจารณาดำเนินคดีกับอาชญากรดังกล่าวที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ด้วยข้อหา “ทำลายความสงบสุขบ้านเมือง”

        พฤติการณ์ทั้งหลายของนายทักษิณบ่งบอกว่าเป็นคน “สติแตกปัญญาดับ” เพราะคิดเป็นแต่เข้าข้างตัวเองแบบ “คนหลงรักตัวเอง” (narcissist) โดยเฉพาะตามข้อ (8) ดังกล่าว ส่งผลให้มองไม่เห็น “ความโง่งี่เง่า” ของตน ซึ่งกำลังประจานตัวเองและสร้างศัตรูให้กับตัวเองโดยมิรู้ตัว สื่อต่างชาติเริ่มมองเห็นธาตุแท้ของนายทักษิณชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

        ท่านพุทธทาสสอนไว้ว่า “ไปทะเลาะถุ้งเถียงกับเสือ ดีกว่าไปทะเลาะกับคนโง่ คนโง่ไม่มีเหตุผล หรือมีแต่เหตุผลของคนโง่”

         การเจรจากับนายทักษิณหรือสมุนก็คือการไปทะเลาะถุ้มเถียงกับคนโง่ เป็นทางเลือกที่รัฐบาลพึงตัดออกไปอย่างเด็ดขาด ยิ่งกว่านั้น มีรัฐบาลที่ไหนในโลกยอมรับอำนาจเถื่อนของกฎหมู่ให้อยู่เหนือกฎหมาย?

ส่วนการแสดงเมตตาจิตยื่น “ดอกไม้” ต่อคนอย่างทักษิณจะไม่ได้ผลดีแต่ประการใด เพราะจะพบแต่เล่ห์เหลี่ยมโกหกเอาตัวรอดแบบคน “สติแตกปัญญาดับ” เป็นที่เลื่องลือกันว่า นายทักษิณเป็นคนไม่มีความกตัญญูรู้คุณใครอยู่แล้ว แม้กระทั่้งต่อแผ่นดินไทยที่ให้กำเนิด การเติบโต และโอกาสทำมาหากินจนร่ำรวยมหาศาล

ในช่วงที่คลื่นลมหยุดเงียบหลังพายุมรณะได้พัดผ่านไป รัฐบาลน่าจะทบทวนทางออกดังนี้ คือ (1) รอให้กลุ่มเสื้อแดงสลายตัวกลับบ้านในเวลาอันควร (2) หากยังไม่กลับ ให้ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” ทันที (3) จัดการกับการชุมนุมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างเฉียบขาด ตามหลักสากลและด้วยกองกำลังติดอาวุธ (4) ออกกฎหมายจัดระเบียบสำหรับการใช้สิทธิ์ชุมนุมทางการเมือง เพื่อให้มีกติกาการชุมนุมที่แน่ชัดรัดกุมและสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย (5) สอบสวนเหตุการณ์พิฆาตทหารและกลุ่มเสื้อแดง เพื่อจับกุม                 
“กองโจรติดอาวุธ” ของนายทักษิณกับสมุน แล้ว “เชือดคอไก่ให้ลิงดู” เพื่อชาติบ้านเมืองจะได้กลับคืนสู่ปกติสุขเสียที

        หากพรรคร่วมรัฐบาลต้องการแ้ก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีกติกาใหม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แล้วถอนตัวออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อล้มรัฐบาลยุบสภาโดยปริยาย เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งโดยไว ก็จะเป็นที่พอใจของนายทักษิณ ซึ่งมัี่นใจว่า วัฒนธรรมหาเสียงแบบเดิมๆของตนจะทำคะแนนให้สมุนพรรคของตนได้มากพอที่จะตั้งรัฐบาลโดยลำพังหรือกับพรรคร่วมได้อีก จากนั้น “ตัวใครตัวมัน” ก็แล้วกัน

ประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี้ สหรัฐอเมริกา ภาพ ไอเซนสตาดต์

ประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เีคนเนดี้ สหรัฐฯ กล่าวไว้ว่า “ใครที่ขัดขวางรัฐประหารโดยสงบ ย่อมทำให้รัฐประหารโดยความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ทั้งนี้ หมายความว่า รัฐประหารคือส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการทางการเมืองที่จะต้องเกิดเมื่อถึงเวลา เพื่อสังคมส่วนรวมจะได้ก้าวสู่ความสงบสุข โดยมิจำต้องเป็นปรากฏการณ์ที่น่ารังเกียจเสมอไป บางประเทศมีรัฐประหารถี่ เพราะอยู่ในระดับวิวัฒนาการหนึ่ง ผู้นิยมกฎหมู่เหนือกฎหมายและต้องการสถาปนา “คนหลงรักตัวเอง” ขึ้นเป็นนายกฯ เพื่อสร้างสรรค์ความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนไปอีกหลายชั่วคน โดยมิต้องอาศัย “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จะไม่ชอบรัฐประหารอย่างแน่นอน

รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า “กาอยู่ส่วนกา หงส์อยู่ส่วนหงส์”  จึงมีหน้าที่เลือกอยู่กับกาหรือหงส์ กล่าวคือ อยู่กับ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” หรือ “ลัทธิสัตว์ประเสริฐ” ซึ่งตั้งอยู่บนพระธรรม โดยมีหลักปฏิบัติชีวิตประจำวันอยู่ใน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 อันเป็นวิถีชีวิตที่องค์การสหประชาชาติแนะนำให้ภาคีประเทศทั้งหลายนำไปพิจารณาประยุกต์กับสังคมตน

รัฐบาลต้องทำความรู้จักกับ “กบฏ” ของชาติอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วจัดการกับกบฏคนนี้อย่างเหมาะสม ตามตัวอย่างวิธีจัดการกับนายฮิตเลอร์โดยสัึมพันธมิตร ซึ่งได้ยกกำลังพลนัึบแสนๆคนขึ้นบก เสริมด้วยพลร่มนับหมื่น เพื่อเผด็จศึกประเทศเยอรมันนีของฮิตเลอร์แบบ “ม้วนเดียวจบ” หลังจากที่ขุนพลทั้งหลายแห่งกองทัพสัมพันธมิตรได้อ่านรายงานดังกล่าวของดร.เมอร์เรย์แล้ว เพราะตระหนักกันดีว่า ขืนมัวทำหน่อมแน้มกับคนอย่างนายฮิตเลอร์ โลกเสรีประชาธิปไตยจะหายสาปสูญไปจากโลกนี้เสียก่อนอย่างแน่นอน

พระบรมมหาราชวัง ภาพ ธนรัตน์

ขืนมัวทำหน่อมแน้มกับคนอย่างนายทักษิณและสมุน ราชอาณาจักรไทยจะหายสาปสูญไปจากโลกนี้เสียก่อนอย่างแน่นอน.

Friday, April 9, 2010

ซุนซื่อ: ปรมาจารย์ยุทธศาสตร์ทหาร

        孫武 ซุนซื่อ หรือ ซุนหวู่ คือนักรบจีน ขุนพลเอก ยอดนักยุทธศาสตร์ นักปราชญ์ (สายปรมาจารย์เล่าจื๊อ) เกิดเมื่อ 25 ศตวรรษก่อน ในยุคสมัยใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ปรมาจารย์เล่าจื๊อ และยอดนักการปกครองขงจื๊อ

ซุนซื่อ ขุนพลเอก ยอดนักยุทธศาสตร์ นักปราชญ์จีน สมัย 25 ศตวรรษก่อน ภาพ 663ไฮแลนด์

        นักประวัติศาสตร์จีนบางท่านยกย่องท่านซุนซื่อในฐานะที่เป็นผู้เขียนตำราพิชัยสงครามอมตะโด่งดัง ชื่อว่า “ศิลปะแห่งการทำสงคราม” ซึ่งผู้บัญชาการเหล่าทัพตะวันตกหลายท่านได้นำมาศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติการในการสงคราม แต่ผู้คงแก่เรียนบางท่าน เช่นนักวิชาการนามว่า "วูซีฉู," นักเขียนนิรนามของค่ายความคิดหนึ่งในแคว้นฉีหรือหวู, ตลอดจนซุนบิน ผู้เป็นบุตรชายของท่านซุนซื่อเอง เป็นต้น เชื่อว่า “ซุนซื่อ” คือนามปากกาของบุคคลหรือองค์กรหนึ่ง
ตำรา ศิลปพิชัยสงคราม โดยซุนซื่อ ภาพ วิสต้า2

        จักรพรรดินโปเลียน โบนาพาร์ต (ค.ศ.1769 – 1821) ได้รับการยืนยันว่า ได้ศึกษาตำราพิชัยสงครามดังกล่าว แล้วนำยุทธศาสตร์ของท่านซุนซื่อไปรบชนะประเทศมหาอำนาจอย่างราชอาณาจักรอังกฤษและรัสเซียในบางสมรภูมิมาแล้ว แต่จุดอ่อนของนโปเลียนอยู่ที่มิได้ศึกษาธรรมชาติของตัวเอง ซึ่งส่งผลระยะยาวให้กองทัพบกและเรืออันเกรียงไกรในบัญชาการของตน ต้องประสบความปราชัยอย่างย่อยยับในที่สุด

จักรพรรดินโปเลียน ค.ศ.1769 - 1821 ภาพ ไดเร็คมีเดีย

        ในสหรัฐอเมริกา สงครามกลางเมือง (Civil War ค.ศ.1861–1865) เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯได้แตกแยกเป็นสองกลุ่มรัฐใหญ่ คือ กลุ่มรัฐภาคเหนือ นำโดยประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น และกลุ่มรัฐภาคใต้ นำโดยประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สัน เดวิส สงครามนี้ได้รับการวิเคราะห์โดยนักประวัติศาสตร์การทหารสหรัฐฯ ว่า ฝ่ายเหนือประสบชัยชนะ เนื่องจากได้ดำเนินการรบตรงตามยุทธศาสตร์ในตำราพิชัยสงครามดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนฝ่ายใต้ต้องสูญเสียกำลังพลจาก 12,000 นาย ลงเหลือ 5,000 นาย และพ่ายแพ้ยับเยินจากการรบหฤโหดติดต่อกันสามวัน เมื่อปี 1863 ณ สมรภูมิที่เมืองเกตี้สเบิร์กโด่งดัง เนื่องจากทำตรงข้ามกับตำราดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ในที่สุด กลุ่มรัฐภาคใต้ยอมสงบศึกในอีกสองปีต่อมา

        ในสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ.1939 – 1945) การยกพลขึ้นบกของกองทัพพันธมิตรเมื่อปี 1944 ที่ชายหาดโอมาห้าและนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส จนสามารถขับไล่และทำลายกองทัพนาซีอันมีวินัยของประเทศเยอรมันได้สำเร็จ นั้น นักประวัติศาสตร์การทหารวิเคราะห์ไว้ว่า ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี รูสเวลต์ สหรัฐฯ ได้มอบหมายอำนาจการรบให้กับพลเอก ดไวต์ ดี ไอเซนฮาวร์ สหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด ในฐานะผบ.สูงสุดฝ่ายพันธมิตร ปรากฏว่า กองทัพพันธมิตรมีการแบ่งหน้าที่ระหว่างกองพลอย่างเด่นชัด มีการบัญชาการและสื่อสารอย่างมีผลดี และมีการอ่านกับปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้รับกับศัตรูเป็นประจำ ทั้งนี้ สอดคล้องกับ “ศิลปะแห่งการทำสงคราม” ทุกประการ

        ตรงกันข้าม นายอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในฐานะผู้นำสูงสุดแห่งรัฐเยอรมันนี ไม่ได้มอบหมายอำนาจให้ฝ่ายทหารอย่างเด็ดขาด มีการเข้าแทรกแซงฝ่ายทหารบ่อย มีการแบ่งหน้าที่แบบสับสน เช่น หน่วยรถยานเกราะถูกแบ่งเป็นสองส่วน โดยมีนายพลผู้บัญชาการท่านหนึ่งขึ้นตรงต่อนายฮิตเลอร์เอง เป็นต้น มีการสื่อสารที่สับสนล่าช้าผิดพลาดบ่อย มีการอ่านกับปรับแผนยุทธศาสตร์ล่าช้า ทั้งนี้ ขัดกับ “ศิลปะแห่งการทำสงคราม” ทุกประการ


        ที่เมืองไทย การสลายม็อบกลุ่มเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในขณะที่มีผู้ชุมนุมหลงเหลืออยู่ ราว 3,000 คน ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2552 ด้วยการใช้กำลังทหารจากรัฐบาล สามารถประสบความสำเร็จโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ นั้น นับได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ของท่านซุนซื่อที่ว่า

“ในศิลปะแห่งการทำศึกสงคราม สิ่งที่ดีที่สุดได้แก่ การยึดครองฝ่ายตรงข้ามอย่างครบถ้วนทั้งหมดมาได้ โดยไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียแต่อย่างใด การทำลายฝ่ายตรงข้ามคือยุทธศาสตร์ที่ต่ำต้อย ดังนั้น การยึดครองทหารมาเป็นเชลยศึกย่อมดีกว่าการฆ่าฟันกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับทั้งกองทัพ หรือกองร้อยของฝ่ายตรงข้าม”

        ทั้งนี้ ทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ใครเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่!

         เมื่อปี 2549 กองทัพไทยได้จัดให้มีการฝึกอบรมบรรดานายทหารระดับพันเอกพันโทของสามเหล่าทัพ ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเป็นรุ่นแรก เรียกชื่อการฝึกอบรมว่า “หลักสูตรนักยุทธศาสตร์ทหาร” โดยได้ผนวกตำราพิชัยสงครามโด่งดังระดับโลกหลายเล่มเข้าในหลักสูตร รวมทั้ง “ศิลปะแห่งการทำสงคราม” ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากได้มีการนำยุทธศาสตร์ของท่านซุนซื่อมาประยุกต์ในการปราบม็อบดังกล่าว

ส่วนฝ่ายนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งบัญชากลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยให้ทำอะไรสักอย่าง เพื่อจะได้มีอะไรติดไม้ติดมือไป และประกาศด้วยสีหน้ายิ้มเยาะว่าประสบ “ความสำเร็จ” เมื่อกลุ่มเสื้อแดงได้บุกเข้าไปทำลายการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยาตามต้องการ ได้สะท้อนให้เห็นการดำเนินแผนการต่อสู้ที่ขัดกับตำราพิชัยสงครามของท่านซุนซื่อที่ว่า

“การมุ่งต่อสู้เพื่อเอาชนะในสมรภูมิทั้งหลาย นั้น หาใช่ความเลอเลิศวิเศษสุดแต่อย่างใดไม่ ความเลอเลิศวิเศษสุดอยู่ที่การทำลายแรงต้านทานของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเลย”

        จะเห็นได้ว่า กลุ่มเสื้อแดงคือ กองทัพที่มิได้เดินตามแผนยุทธศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เดินตามกำลังทรัพย์ที่นายทักษิณเคยพูดผ่านวิดีโอลิ้งก์ระหว่างการชุมนุมดังกล่าวว่า เงิน 500 บาทต่อคนไม่มีปัญหา อนึ่ง หากนายทักษิณสามารถใช้เงินซื้อราชอาณาจักรไทยได้สำเร็จ นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกจะต้องเขียนตำรารัฐศาสตร์กันใหม่หมด

        สำหรับฉากการต่อสู้ของกลุ่มเสื้อแดงในครั้งต่อไป ขอผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายช่วยกันเตือนนายทักษิณ ให้เค้นเอาความสว่างใน “ศิลปะแห่งการทำสงคราม” จากที่ปรึกษาของนายทักษิณ ออกมาใช้ให้คุ้มกับค่าแรง ขืนพ่ายแพ้ยับเยินยืดเยื้อเรื้อรังบ่อยเข้า จะหาคนใส่เสื้อแดงทำยายากในอนาคต ยิ่งกว่านั้น ความปราชัยยับเยินของนายทักษิณครั้งล่าสุดนี้ ได้ส่งผลให้นักการเมืองที่ถือหางตนอยู่ พากันสั่นคลอนจนเริ่มแตกทัพ และมีทีท่าว่าจะพากันตีจากพรรคเพื่อไทยไปเข้ากับพรรคอื่นๆ กัน

        ท่านซุนซื่อได้บันทึกไว้ในตำราพิชัยสงครามทำด้วยแท่งไม้ไผ่ว่า
“หากท่านไม่รู้จักทั้งศัตรูหรือตัวท่านเอง ท่านจะพ่ายแพ้ในทุกสมรภูมิ”

        ในกรณีที่ปรึกษาของนายทักษิณไม่รู้จัก“ศิลปะแห่งการทำสงคราม” ดังกล่าว นายทักษิณก็น่าจะหันมาพึ่งตนเอง ด้วยการทำความรู้จักกับธรรมชาติในตัวเอง และศึกษาคำสอนของท่านปรมาจารย์เล่าจื๊อ จะได้เข้าใจตัวเองและตำราพิชัยสงครามดังกล่าว

        ก็จะได้ไม่ลงเอยแบบนโปเลียน.

Sunday, April 4, 2010

ยุบสภาหรือไม่ยุบสภาดี?

“ขณะนี้ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่ได้รับการตอบสนอง คงจะสรุปว่าเป็นสิ่งที่วางอยู่ไม่ได้ เพราะว่าข้อเสนอนั้นทำให้เกิดความสงบของบ้านเมือง เมื่อกลุ่มที่ยังมีปัญหาไม่ยอมรับ และบอกว่าจะไม่ทำให้มันสงบ ก็เกิดปัญหาความรุนแรงหรือร้อนแรงในบรรยากาศทางการเมือง ผมก็ต้องกลับไปอยู่จุดเดิม”



นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังเหน็ดเหนื่อยที่สุดกับภาระกิจ ภาพ รบ.ไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปในสถานะภาพล่าสุดของ “การเจรจา” ระหว่างแกนนำกลุ่มเสื้อแดงกับผู้ำแทนรัฐบาล ในประเด็น “การยุบสภา” ครั้งที่สอง เมื่อวัีนที่ 29 มีนาคม 2553 ทั้งนี้ ตามรายงานของไทยโพสต์

กลุ่มเสื้อแดงเริ่มการชุมนุมเมื่อ 14 มีึค. 53 แต่แกนนำยอมเริ่มเจรจาบนโต๊ะครั้งแรกเมื่อ 28 มีค. 53 ณ วันนี้ (31 มีค. 53) การเจรจาหยุดชงัก เพราะแกนนำต้องการให้ยุบใน 15 วัน และยืนกรานไม่รับข้อเสนอของรัฐบาลที่จะยุบในเวลา 9 เดือน ทั้งๆที่รัฐบาลมีวาระโดยชอบเหลืออยู่ 1 ปี 9 เดือน แต่ก็ยินยอมยุบ เพื่อแสดงสปิตริตที่จะรอมชอมกับ “พรรคร่วม” และนำความสงบคืนสู่บ้านเมือง


เจรจายุบสภารอบสอง ภาพ ไทยโพสต์

หากแกนนำยังไม่กลับไปเจรจาภายในกำหนดที่คู่เจรจาจะได้ชี้ชัดต่้อไป รัฐบาลมีสิทธิ์โดยชอบด้วยหลักการเหตุผลทั้งปวงที่จะถอนข้อเสนอ 9 เดือนออกทันที เพราะนายกฯอภิสิทธิ์เตือนแล้วว่า “เป็นสิ่งที่วางอยู่ไม่ได้” นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร ผู้บัญชาการสูงสุดของการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ก็ต้องเลือกเอาระหว่าง “กำขี้หรือกำตด”

ความจริงมีอยู่ว่า นายใหญ่คือผู้ที่ได้เริ่ม “การเจรจา” กับรัฐบาลก่อนกลุ่มเสื้อแดงเริ่มชุมนุมกันเสียอีก เพราะการเจรจา่ไม่จำต้องทำกันบนโต๊ะหรือใช้ถ้อยคำกันล้วนๆ โดยอาจใช้ “ความรุนแรง” นอกโต๊ะ อย่าง “ระเบิดรายวัน” ประกอบด้วยได้เสมอ

เมื่อ 26 กพ. 53 นายใหญ่ได้รับคำพิพากษาศาลฎีกาให้รัฐยึดเงินสี่หมื่นหกพันล้านบาทของตนให้ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมา ตลอดคืนวันรุ่งขึ้น ก็มีคนร้ายขว้างปาระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพ 4 แห่ง คือ สาขาสีลม-พระรามสอง-พระประแดง-ศรีนครินทร์ ก่อให้เกิดความสยองขวัญในพนักงานธนาคารและความเสียหายต่อทรัพย์สินธนาคารอย่างหนัก ราวกับเป็นการฝากข้อความไว้กับชาติบ้านเมืองว่า “ทีแก ข้าฯไม่ว่า ทีข้าฯ แกอย่่าโวย” “นี่้เป็นเพียงหนังตัวอย่างเท่านั้น” และ “ยอมข้าฯเสียดีๆ”


นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร ผบ.ชุมนุมเสื้อแดง กำลังอยู่ในสภาพน่าเวทนาที่สุด ภาพ ไทยทาวน์


ทำไมนายใหญ่จึงรอคอยการยุบสภาอีกเพียง 8.5 เดือนไม่ได้?

เพราะคำิพิพากษาดังกล่าวมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า นายใหญ่กับพวกยังได้กระทำความผิดทางแพ่งและ/หรืออาญาอีกหลายกระทง ซึ่งกระบวนการยุติธรรมจักต้องทำหน้าที่สะสางข้อมูลความผิดเหล่้านี้ต่อไป กล่าวคือ นายใหญ่กำลังนั่งทับ “ระเบิดเวลา” อยู่อีกหลายลูก พร้อมที่จะระเบิดหยิบยื่นความผิดตามกฎหมายให้ตนได้อีกไม่นานเกินรอ ตนจึงตกอยู่ในสภาพเสมือน “สุนัขจนตรอก” ที่ได้ไปเ่ที่ยวกัดใครต่อใีครมา แล้วถูกไล่ต้อนมาติดมุม กำลังแสดงอาการแยกเขี้ยวตามสัญชาติญาณเอาตัวรอด

มิน่าเล่า แกนนำเสื้อแดงจึงได้ยื่นคำขาดต่อรัฐบาล โดยให้ยุบสภาทันทีหรือภายใน 15 วัน ด้วยข้ออ้างเก่าเก็บไร้สาระเกี่ยวกับอำมาตย์ อำมาตยาธิปไตย ตลอดจนชนชั้นไพร่ เพราะนายใหญ่ประกาศไว้ว่า “อำมาตย์อายุ 80 กว่า” คือผู้ก่อให้เกิดรัฐประหาร ซึ่งทำให้ตนมีสถานะภาพเป็นอภิพญามหาเศรษฐีคนเีดียวในโลกที่ต้องเร่ร่อนไร้บ้าน (involuntary homeless billionaire) อยู่ทุกวันนี้

การกล่าวหาอำมาตย์ คือการย้อนยุคคืนสู่ “อดีตกาล” โดยพยายามเข้าไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ให้กลับเหมือนเดิมทุกประการ เสมือนคนที่พยายามผลักดันสายธารแห่งหนึ่ง ให้ม้วนตัวย้อนกลับไปสู่ต้นทางสองแพร่งแห่งหนึ่ง เพื่อให้สายธารไหลลงสู่อีกเส้นทางหนึ่งที่ตนต้องการ แม้ว่าจะทำได้สำเร็จ น้ำในสายธารที่ไหลอยู่วันนี้ ก็ไม่ใช่น้ำเนื้อเดียวกับที่ได้ไหลผ่านไปแล้วในอดีต จึงแก้ไขอดีตให้เหมือนเดิมไม่ได้

ตรงกันข้าม เหตุการณ์ใน “อนาคตกาล” สร้างขึ้นมาใหม่ได้ อย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์แสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่า ยินดีเจรจา เพราะต้องการทำให้ชาติบ้านเมืองมีความสงบต่อไป

ความเสียดายในเงินสี่หมื่นหกพันล้านบาทและความห่วงใยใน “ระเบิดเวลา” ดังกล่าว ส่งผลให้นายใหญ่สติแตก สั่งบงการสมุนทั้งหลายทั้งปวง ให้เปิดฉากบีบรัฐบาลให้ยุบสภาโดยด่วนที่สุด ไม่ด้วยเล่ห์ก็ด้วยกล

การยุบสภาคือช่องทางเดียวเท่านั้นที่จะเปิดโอกาสให้นายใหญ่มีโอกาสกลับไปเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะบรรดาสมุนทั้งปวงพร้อมที่จะใช้วิธีการอันมิใช่ประชาธิปไตยของนายใหญ่ ทำการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลือกตั้งอย่างเทน้ำเทท่า ก่อตั้งรัฐบาล ซื้อส.ส.กับส.ว.เป็นเข่งๆ แ้ก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายอภัยโทษนักการเมืองและนายใหญ่ โดยมุ่งหมายให้คนในชาติมีความสมานฉันท์รักกันปานจะกลืน เฉ่งบิลกับผู้บังอาจระคายเคืองตน ฯลฯ ทั้งนี้ เป็นการฉายหนังน้ำเน่าเก่าเก็บให้ประชาชนผู้มีวิบากกรรมได้ชื่นชมกันอีก

ส่วนคำกล่าวหาต่่างๆนานาของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ว่า รัฐบาลหาเรื่องเตะถ่วง เพื่อจะได้มีเวลาทำการโกงกินงบประมาณ นั้น มาจากจิตที่ปกป้องตนด้วยการโยนลักษณะชั่วร้ายของตนให้กับผู้อื่น (psychology of projection) ในทำนอง “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” และการพยายามตบตาประชาชน เพื่อซุกซ่อนเขี้ยวเล็บตนไว้อย่างแยลยล

แกนนำดังกล่าวกล้าถามตนเองไหมว่า ที่ชุมนุมกันกี่ครั้งกี่หนตลอดมานี่้ ได้รับรางวัลสินจ้างจากใครมาหรือไม่? ทำด้วยใจบริสุทธิ์และใช้เงินทองส่วนตัวทั้งสิ้นหรือไม่? จักต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงหรือระเบิดรายวันที่เกิดขึ้นควบคู่กับการชุมนุมหรือไม่? จะร่วมโกงกินกับนายใหญ่ต่อไปหรือไม่?

เมื่อถูกศาลฎีกาพิพากษาด้วยหลักฐานกับข้อกฎหมายที่รัดกุมหนักแน่นแล้วว่า เงินสี่หมื่นหกพันล้านบาทเป็นเงินมิชอบที่แสวงหามาในขณะเป็นนักการเมืองแล้ว นายใหญ่จะกลายเป็นองคุลีมาล มีศีลมีธรรมทันตาเห็น กระนั้นหรือ?

ดูเหมือนว่า นายใหญ่กับแกนนำมีความสามัคคีกันดี เพราะต่างมีคดีติดตัวด้วยกันทั้งนั้น คือนายใหญ่ิติดคดีสำคัญที่ดินรัชดาภิเษกและยึดทรัพย์ ส่วนสมุนติดคดีชุมนุมโชคเลือดเมื่อสงกรานต์ปีที่แล้ว โดยต่างก็มีพันธกิจเดียวกัน คือ ก่อกวนจนกว่ารัฐจะเปลี่ยนฐานอำนาจบริหาร เพื่อตนจะได้มีโอกาสตั้งรัฐบาลชำระล้างบาปตน และเฉ่งบิลกับผู้บังอาจก่อให้เกิดความระคายเคืองแก่ตนต่อไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสื้อแดง แดงสยาม และแดงฮาร์ดคอร์ ฯลฯ แม้จะเป็นสมุนของนายใหญ่ด้วยกัน ต่างก็ไม่สามัคคีกันเท่าใดนัก โดยต่างได้แสดงความรังเกียจเหยียดหยามกันอย่างโจ่งแจ้ง เพราะสมุนเหล่านี้ล้วนเป็นสาวก “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” เช่นกันกับนายใหญ่

เมื่ออยู่ในลัทธิเดียวกัน ต่างก็น่าจะสามัคคีกัน ทว่า “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ชักนำสาวกเหล่านี้ให้นับถือ “เงินทองอำนาจ” เป็น "พระเจ้า" หวงแหนในเงินทองอำนาจตน นำเงินทองไปลงทุนซื้อหาตำแหน่งงานที่มีอำนาจในการแสวงหาเงินทองได้ มุ่งสร้างอาณาจักรส่วนตัว ซื้อหาปัจจัยทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตมนุษย์ ราวกับเป็นไพร่หรือผักปลา ใส่หน้ากากหลอกลวงผู้คน ถือว่าศีลธรรมจริยธรรมเป็นเพียงอาภรณ์นุ่งห่มสวยๆงามๆ นับถือศาสนาด้วยปากกับมือหรือเรือนร่างเท่านั้น วัดค่าของคนที่จำนวนเงินทองในครอบครอง ไม่ว่าจะได้มาโดยสุจริตหรือไม่ ฯลฯ

วัฒนธรรมของลัทธิอุบาทว์ดังกล่าว ทำลาย “ความเป็นมนุษย์” โดยสิ้นเชิง สาวกลัทธิดดังกล่าวกลายเป็นคนไร้พรหมวิหารสี่ เมื่อขาด “มุทิตาจิต” “ความอิจฉาริษยา” ต่อสมุนอื่นก็เกิดขึ้นแทนที่ ต่างมี “ความเห็นแก่ตัว” เป็นล้นพ้น มีแต่ “ตัวกู-ของกู” ไม่มีใครก้มหัวให้ใคร ไม่มีใครเห็นแก่นายใหญ่ของตนอย่างจริงใจ มีแต่เห็นแก่ “เงินทองอำนาจส่วนตัว” เท่านั้น แล้วสมุนเหล่านี้จะสามัคคีกันได้อย่างไร? จะจงรักภักดีต่อนายใหญ่ได้อย่างไร?

จริงๆแล้ว ลักษณะของสาวก “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ดังกล่าว มีอยู่ดาษดื่นในวงการนักการเมืองทุกสมัยและรัฐบาลทุกรัฐบาล ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนในผู้คนไม่น้อยบนแผ่นดินไทย สุดที่ใครคนเดียวอย่างนายกฯอภิสิทธิ์จะเยียวยาได้

ขณะนี้ื นายกฯอภิสิทธิ์คือผู้ที่กำลังอยู่ในสภาพที่ “เหน็ดเหนื่อยที่สุดกับภาระกิจ" จากพิษสงของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ส่วนนายใหญ่ทักษิณกำลังตกอยู่ในภาวะที่ “น่าเวทนาที่สุด” จากพิษสงของลัทธิอุบาทว์ดังกล่าวเช่นกัน

เมื่อบรรดาสมุนรับใช้ขาดความสามัคคีและไม่ได้จงรักภักดีต่อนายใหญ่ มีแต่คอยรับการอุปถัมภ์ด้วย “เงินทองกับอำนาจ” จากนายใหญ่ ตกอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ เป้าประสงค์ของนายใหญ่ก็ย่อมอ่อนปวกเปียกไปด้วย ในขณะเดียวกัน รัฐบาลที่มี “พรรคร่วม” ก็อ่อนปวกเปียกเช่นกัน เป้าประสงค์ของนายกฯอภิสิทธิ์เองก็เป็นหมันไปเสียไม่น้อย ส่งผลให้ท่านไม่สามารถเสริมสร้างประโยชน์ให้กัิบชาติบ้านเมืองส่วนรวม ตามประสงค์อย่างเต็มที่

กล่าวกันว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น” แต่ความพยายามภายใต้วัฒนธรรมของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” เปรียบได้กับความพยายามของคนที่ตกอยู่ใน “บ่อเลนเหลวไร้ก้น” ยิ่งถีบดิ้นให้หลุดพ้น ก็ยิ่งถูกเลนเหลวดูดให้จมลงไปทุกที โดยยังไม่มีใครกล้าพอที่จะยื่นเชือกชูชีพ ซึ่งได้แก่ “ลัทธิสัตว์ประเสริฐ” หรือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ให้คนในบ่อดังกล่าว ไ้ด้ใช้มือยึดเกาะให้ฉุดออกจากบ่อมรณะอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อให้หลุดออกจากภาวะ “ล่มจม” ลงไปเรื่อยๆ


ขอบฟ้าสีทองผ่องอำไพด้วยแสงแห่งธรรมาธิปไตยเมื่อย่ำรุ่ง ภาพ ธนรัตน์

ฉะนั้น ยุบสภาหรือไม่ เมื่อใด ไม่สำคัญ สำคัญที่ไทยจะเริ่มมีโอกาสก้าวเข้าสู่ “ลัีทธิสัตว์ประเสริฐ” “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้ “ธรรมาธิปไตย” ได้เมื่อใด ณ วันนี้ ยังไม่มีผู้ใดกล้าออกมาตอบคำถามข้อนี้อย่างเด็ดเดี่ยว แล้วจัดการโยนประเด็นยุบสภาลงกระโถนไป และนำไทยเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ที่มีแต่ “สีทองผ่องอำไพ” จาก “ธรรมาธิปไตย”

น่าสงสารเมืองไทยแท้ๆที่ต้องตกเป็นเหยื่อของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ในลักษณะ “ใกล้เกลือกินด่าง” โดยมิรู้ตัวมาตลอด.