Sunday, August 22, 2010


เจ้าจะเอาแต่สุข สนุกไฉน


            ทุกคนต้องการ "ความสุข" กันทั้งนั้น แต่น้อยคนนักจะประสบความสมหวัง
            
            คนสมัยใหม่จำนวนมากในสังคมยุคอุตสาหกรรม มักมองตัวเองว่าเก่งกาจเลิศล้ำ ด้วยมีอุปกรณ์เทคโนโลยีอันน่าทึ่ง เช่น คอมพิวเตอร์ จอภาพทีวีมหึมาสามมิติ โทรศัพท์มือถือที่รับส่งข้อมูลกับภาพได้ เป็นต้น ทำให้รู้สึกว่าเป็นเทวดาผู้มีหูตาทิพย์ แต่อนิจจา เป็นได้แค่เทวดาเดินดิน ตราบใดที่ยังขาด "ความสุข" อันแท้จริง

            ความสุขคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

            นักจิตวิเคราะห์ อิริค ฟรอม์ม ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต มีคำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

            เรามักคิดกันว่า ความสุข คือ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลินใจ หรือความบันเทิงใจ หากจริง เราก็จะมีความสุขแตกต่างกันตามฐานะเศรษฐกิจ การศึกษา และบุคลิกภาพของแต่ละคน ทว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะสวรรค์ของคนมั่งมี ก็คือ ความใฝ่ฝันและการลอกเลียนแบบของคนมีมั่งไม่มีมั่ง ซึ่งก็สามารถมีความสนุกสนานได้ในราคาที่ต่ำกว่า แต่ก็ไม่จืดชืดกว่าใคร

            เมื่อมองจากแง่มุมของ "ความโศกเศร้า" จะเห็นได้ว่า สุขกับเศร้าอยู่คู่กัน เพราะตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่และต้องอยู่ร่วมกับปุถุชนทั้งหลาย เราก็จะยังต้องประสบกับเหตุการณ์โศกเศร้าจาก "กฎแห่งธรรมชาติ" เช่น เรามีชีวิตอยู่ได้ไม่นานพอที่จะทำให้ความใฝ่ฝันทั้งหมดสัมฤทธิผล หรือมีความตายคอยเตือนเราอยู่เสมอว่า เราอาจต้องจากโลกนี้ไปก่อนหรือหลังผู้ที่เรารัก เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีความสุขได้ทุกลมหายใจจากการคิดดีทำดีมีจิตผ่องใส ความโศกเศร้าจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอเหมือนความสุข

            แต่เมื่อมองจากแง่มุมของ "ความซึมเศร้า" เราจะเห็นได้ว่า ความสุขกับความซึมเศร้าไม่อยู่คู่กัน จิตซึมเศร้าเกิดจากความสิ้นหวังในชีวิต ตกอยู่ในสภาพเหมือนคนที่ตายทั้งเป็น ไม่สามารถรับรู้ความสุขหรือแสดงความโศกเศร้าออกมา ซึ่งหากระบายออกมาได้ ก็จะทำให้รู้สึกโล่งอก ผู้มีจิตซึมเศร้าจะยิ้มหรือหัวเราะไม่เป็นและร้องไห้ไม่ออก นับเป็นภาวะจิตที่ทารุณโหดร้ายมาก คนมีความสุขจะซึมเศร้าไม่เป็น

            โดยเนื้อแท้แล้ว "ความสุข" คือ "ประสบการณ์" ที่เต็มอิ่ม ไม่ขาดแคลน ไม่ต้องคอยตวงเติม กล่าวคือ มีความพอเพียงอยู่ในตัว ส่วนความสนุกสนานดังกล่าวนั้น เราต้องคอยเติมเต็มอยู่เรื่อยๆ แต่ข้างในลึกๆ ในใจ ก็ยังมีความซึมเศร้าแอบแฝงอยู่ หรือเราอาจมีรหัสพันธุกรรมของความซึมเศร้าอยู่ในสายเลือด

            ความซึมเศร้ามีน้องที่เรียกว่า "ความเบื่อหน่ายในชีวิต" ซึ่งเกาะกินสุขภาพจิตของผู้คนสมัยใหม่อยู่ทั่วไป จากการใช้ชีวิตที่วนเวียนอยู่กับความจำเจ เสมือนเครื่องจักรกลไร้ชีวิตจิตวิญญาณ พลังเสริมสร้างถูกกดเก็บจนเป็นอัมพาตไป เหลืออยู่แต่ความรู้สึกไร้ชีวิตชีวา หมดอาลัยตายอยาก ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด เราจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกหนีไปให้ไกลที่สุด จากความเบื่อหน่ายอันแสนทรมานนี้ 
            เรามักหลีกหนีความเบื่อหน่ายด้วยการทำตนให้เป็นคุณต่อสังคม ซึ่งทำให้เราได้รับความสุขทันที หรือเราอาจแสวงหาความสนุกสนานดังกล่าว ในขณะอยู่ลำพังหรือกับคนสนิทชิดชอบ ทว่า การกลบเกลื่อนความเบื่อหน่ายแบบนี้ ไม่ได้กำจัดตัวสาเหตุ เราจึงหลีกหนีความเบื่อหน่ายไม่พ้นสักที

            เราต่างมีความขยาดกลัวความเบื่อหน่ายยิ่งกว่าการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือการเสียหน้า ซึ่งจะส่งผลให้สูญเสียสถานะภาพทางสังคม เกียรติศักดิ์ ชื่อเสียง บารมี หรือศักดิ์ศรี ถึงขนาดยอมทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมหรือสวัสดิภาพตน เพื่อจะได้พ้นจากความเบื่อหน่ายทั้งปวง

            เรามักหลีกหนีความเบื่อหน่ายโดยการปรนเปรอตัวเองด้วยความสนุกสนานดังกล่าว เราจะดีใจที่อีกวันหนึ่งได้ผ่านพ้นไป หรืออีกชั่วโมงหนึ่งได้ถูกเผาผลาญทิ้งไปอย่างสนุกสนาน โดยมิต้องสัมผัสกับความเบื่อหน่ายในชีวิต แทนที่จะดีใจที่จะได้เริ่มวันใหม่สู่ประสบการณ์ที่มี "ความสุข" อีกวันหนึ่ง

            นอกจากความเต็มอิ่มแล้ว ความสุข คือ พลังที่พยายามทำความเข้าใจและเป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนมนุษย์ โดยเกิดจาก 1. การใช้ชีวิตในทางที่เสริมสร้างเป็นคุณต่อสังคม ด้วยการมีเมตตาจิตและเหตุผลต่อผู้อื่น 2. การได้สัมผัสกับแก่นแท้ของความเป็นจริง โดยพบว่าตัวเรามีทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและความแตกต่างกับผู้อื่น และ 3. การใช้พลังชีวิตในตัวเรา ในลักษณะที่สัมพันธ์กับตัวเราเองและโลกในทางเสริมสร้าง
            คนเฉื่อยชา (เช้าชามเย็นชาม) หรือคนป่วยทางจิตจะไม่มีความสุข เพราะมีความรู้สึกว่า พลังชีวิตในตนได้สูญหายตายจากไปแล้ว จนได้กลายเป็นหุ่นให้ผู้อื่นเชิดตามอัธยาศัย และหลุดจากการเป็น "มนุษย์แท้" ผู้ทรงพลังชีวิต สู่ "มนุษย์เทียม" ผู้เป็นเพียงหุ่นยนต์คอยรับคำสั่งจากผู้อุปถัมภ์ ในลักษณะที่ธรรมชาติมิได้สร้างสรรค์มา แต่ถูกเทคโนโลยีแปรพันธุ์ไปแล้ว

            ความสุข คือ ความรู้สึกที่เราสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในใจตน โดยมิต้องพึ่งพาสิ่งบันเทิงใจข้างนอก แต่ทำตนให้เป็นคุณต่อสังคมด้วย "การให้" กับโลก มิใช่ "การรับ" จากโลกเท่านั้น

            พระภิกษุสงฆ์ออกเดินบิณฑบาตในยามย่ำรุ่ง เพื่อให้เราได้มีโอกาสนมัสการถวายอาหารแด่ท่าน คือ มีประสบการณ์ของ "การให้" ต่อผู้อื่น เป็นการเสริมสร้างความสุขให้กับตัวเรา นับแต่วินาทีแรกๆ ของวันใหม่

            ฟรอม์ม ชี้แนะไว้ว่า ผู้มีสุขภาพจิตเข้มแข็ง คือ ผู้ที่สามารถมีความสุขได้ มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ยอมให้ใครมาเชิดหุ่นชีวิตตน มี "การให้" ผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากเงื่อนไข และการใช้ชีวิตที่เน้น "การเป็น" ผู้เสริมสร้างต่อผู้อื่นและสังคม

            ส่วนผู้มีสุขภาพจิตเปราะบาง จิตไม่เต็มบาท คือ ผู้ที่ไม่สามารถมีความสุข นิยมวิ่งเข้าหาความสนุกสนานดังกล่าว แบบตื้นเขินชั่ววูบเท่านั้น ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง หวังพึ่งพาแต่ "ผู้อุปถัมภ์" ผู้มีเงื่อนไขผูกมัดมือเท้าตนไว้อย่างหนาแน่น มุ่งแต่ "การรับ" จากผู้อื่น ใช้ชีวิตที่เน้น "การมี" (กินกามเกียรติ) ไม่เป็นการเสริมสร้างตนหรือผู้อื่น และมักถูกจิตซึมเศร้าครอบงำอยู่อย่างน่าเวทนา

            ธรรมชาติสร้างสรรค์เรามาพร้อมกับศักยภาพที่จะสมหวังใน "ความสุข" มิได้ให้เรามี "ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ" (Gross Domestic Product) อันสูงส่ง ซึ่งได้แต่ผลักดันเราให้ดิ่งลงสู่เหวแห่งความซึมเศร้า และความเบื่อหน่ายอยู่ทุกวัน

            ก่อนปฏิรูปประเทศไทย เราจักต้องปฏิรูปตัวเราเองให้เป็นผู้สามารถมี "ความสุข" หรือเป็น "มนุษย์แท้" ให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยคิดสร้างสรรค์ปรับปรุงระบบระเบียบทั้งปวง ซึ่ง "มนุษย์เทียม" หรือ "สัตว์เศรษฐกิจ" ที่ยังมีอยู่มาก จะสามารถใช้เงินทองเป็นสะพานก้าวข้ามไปได้อย่างสะดวกสบายเสมออยู่ดี สังคมเศรษฐกิจและการเมืองก็จะยังเน่าเหมือนเดิม

           อย่าเอาเกวียนไปตั้งไว้ข้างหน้าโค จะไปไหน ไม่รอด.

    หมายเหตุ : หัวข้อบทความ จาก "มงคลชีวิต" โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

    ทำไมจึงต้องปฏิรูปสังคม?



              
              การปฏิรูปสังคมคือทางออกสุดท้ายของไทย เพราะสังคมไทยยังมีผู้คนที่ไม่สามารถเสริมสร้างคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองมากกว่าผู้คนที่สามารถสริมสร้างคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง        
              
              สังคมไทยทุกวันนี้ คุกรุ่นด้วยกลิ่นอายของความเจริญทางวัตถุสิ่งของ ซึ่งควรผลิตออกมาเพื่อรับใช้ผู้คนในสังคม แต่ "ทุนนิยมสามานย์" กลับบีบคั้นผู้คนให้เป็นผู้ทำการผลิตและซื้อ ราวกับเป็นทาสของวัตถุสิ่งของ 

              นอกจากต้องขายแรงงานทำงานเหมือนเฟืองจักรชิ้นหนึ่ง ซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อหน่ายยิ่ง เพื่อผลิตวัตถุสิ่งของดังกล่าวแล้ว ผู้คนยังต้องยอมเป็นหนี้สินและเสียดอกเบี้ยแพงๆ เพื่อซื้อหาวัตถุสิ่งของดังกล่าวมาใช้สอย ทั้งๆที่บางสิ่งนั้นก็มิใช่สิ่งจำเป็นอย่างปัจจัยสี่ ชีวิตสมัยโลกาภิวัฒน์ปัจจุบันวนเวียนอยู่กับการผลิต ซื้อหา ใช้สอย และเป็นหนี้ จวบจนลมหายใจสุดท้าย ภายใต้วัฒนธรรมของ "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ"

              วัฒนธรรมดังกล่าวได้หล่อหลอมผู้คนให้มีความคิดความอ่านที่แตกต่างจากบรรพชนสมัยก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 225 ปีก่อน ท่านเหล่านั้นได้ใช้ชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ มีโลกทัศน์ของ "การอยู่ร่วมกัน" ในขณะเดียวกัน ก็อยู่แบบ "ตนของตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ดังเช่นพืชพันธุ์หลากหลายที่ต่างเจริญเติบโตด้วยพลังของตนอยู่ในในผืนป่าเดียวกัน 

              ตรงกันข้าม ผู้คนทุกวันนี้ดำเนินวิถีชีวิตด้วยแบบ "ตัวใครตัวมัน" "มือใครยาว สาวได้สาวเอา มือใครสั้น เอาเถาวัลย์ต่อเข้า" คือ ตั้งอยู่กับ "ความเห็นแก่ตัว" และพึ่งพิงสิ่งนอกกาย (อย่างเถาวัลย์) มิได้พึ่งตัวเองเป็นสรณะ 

              นักจิตวิเคราะห์ อิริค ฟรอม์ม ผู้ได้บวชเรียนเป็นพระในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต พบว่า สังคมทุกวันนี้ ประกอบด้วยผู้คนที่มี "โลกทัศน์" 5 แบบ แต่ละแบบบ่งบอกถึงลักษณะเอกลักษณ์ของการสัมพันธ์กับผู้อื่นและต่อสิ่งแวดล้อม แต่ละคนจะมีส่วนผสมของทั้ง 5 แบบ ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน โดยจะมีความโดดเด่นในแบบหนึ่งใดมากที่สุด สี่แบบแรกให้ทั้งคุณและโทษต่อสังคมและตนเองปะปนกันอยู่ ล้วนเป็นแบบที่หลบหนีจากอิสระภาพและการเป็นตัวของตัวเอง คือ หลบหนีความรับผิดชอบของตน ส่วนแบบที่ 5 ให้คุณต่อสังคมและตนเอง สรุปพอสังเขปได้ดังนี้

              1. แบบ "อ่อนน้อม" ชอบรับปัจจัยและความเอื้อเฟื้อจากผู้อื่น ติดตามพักพิงผู้มีอำนาจ ประทับใจผู้อื่น ในกรณีสุดขีด แสดงตนเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่มีผู้อื่นเป็นผู้กระทำให้ตนเคราะห์ร้าย โดยอาจแสดงบทละครที่แยบยลซ่อนเงื่อน กลุ่มนี้ประกอบด้วยชาวชนบทยากจน ครัวเรือนที่รับการอนุเคราะห์เป็นประจำจากรัฐ ผู้ย้ายถิ่นฐานเพื่อขายแรงงาน ผู้มีฐานะเป็นทาส ตลอดจนผู้ที่อยู่ในถิ่นฐานที่มีพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ เมื่อมีการแบ่งปันปัจจัยกันหรือช่วยเหลือกัน กลุ่มนี้จะให้คุณต่อส่วนรวม โดยเฉพาะเมื่อความอ่อนน้อมนี้ได้วิวัฒนาการเป็นการยอมรับ อุทิศ ผูกพัน จงรักภักดีต่อผู้อื่น และมองโลกอย่างสมจริง

              อุปนิสัย: อ่อนน้อม เฉื่อยชา เข้าข้างตัวเอง มองโลกในแง่ดี พร้อมคล้อยตามผู้มีอำนาจอิทธิพล เช่น พร้อมที่จะเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาลอันชอบธรรมได้ ตามบัญชาของผู้มีอิทธิพล เป็นต้น

              2. แบบ "หาประโยชน์ใส่ตนอย่างไม่ถูกต้อง" อย่างเช่นคนที่หลงรักตัวเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ของตน ชอบจดจ้องจับจองปัจจัยของผู้อื่่นมาเป็นของตน นิยมขโมย คดโกง ฉกฉวย ความคิดอ่านดีๆของผู้อื่น เชื่อว่าไม่โกงไม่รวย นิยมใช้กลยุทธ์บีบบังคับผู้อื่นโดยมิชอบ มักหวาดระแวง อิจฉาริษยา เยาะเย้ยถากถางผู้อื่น เช่น ประณามคู่แข่งว่าเป็นเด็กอ่อนหัด เป็นต้น หวาดผวาขาดความมั่นคงในชีวิตอยู่เสมอ ชอบบงการผู้อื่นและเปลี่ยนภาวการณ์รอบตัว (กฎหมาย) ให้อำนวยประโยชน์และความมั่นคงแก่ตน

              อุปนิสัย: ก้าวร้าว ดุดัน ฉ้อโกง ฉ้อฉล หลอกลวง หักหลัง ปากโป้ง เย่อหยิ่งจองหอง ยั่วยวนกวนใจ ครอบงำบงการผู้อื่น เผด็จการ บ้าอำนาจ ขวานผ่าซาก และครอบครองใจผู้อื่นเป็น เมื่อมีความคิดเสริมสร้างออกมา ก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก

              3. แบบ "สะสมกักตุน" ชอบรวบรวมปัจจัยมาไว้ในครอบครองเพื่อชดเชยความข้นแค้นในอดีต ชอบรวบอำนาจ ยึดมั่นในความรักจากผู้อื่น มุ่งสร้างความมั่นคงปึกแผ่นให้ตน ชอบสะสมวัตถุสิ่งของโดยไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ ชอบนักการเมือง เก็บสมุนไว้ประดับบารมี มองว่าโลกนี้มีไว้ให้ตนครอบครอง ตำแหน่งสามีภรรยาก็เป็นปัจจัยสำหรับซื้อหามาไว้โอ้อวดได้ ไม่ไว้ใจใคร ซ่อนตัวอยู่ภายในรั้วกำแพงตน กลุ่มนี้ประกอบด้วยชนชั้นกลาง พ่อค้าแม่ขาย ตลอดจนชาวชนบทและช่างฝีมือที่มีฐานะทางการเงิน

              อุปนิสัย: ดื้อดึง ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ชอบใช้ความคิดในเรื่องหนักๆยากๆ เมื่อมีคุณธรรมอยู่ในใจ จะรู้จักสำรวมตัว ประหยัด และคิดเชิงรูปธรรม

              4. แบบ "ขาย" ลูกเดียว ชีวิตขึ้นอยู่กับฝีมือการตลาดกับการโฆษณาตัวเอง เชื่อว่าครอบครัว โรงเรียน อาชีพการงาน ตลอดจนเรือนร่างกับเสื้อผ้ารองเท้าที่สวมใส่อยู่ ล้วนโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แก่ใบหน้าตัวเองทั้งสิ้น จึงต้องมี "ความถูกต้อง" (พอใจตกลง) ในการซื้อขาย โดยมิต้องมี "ความถูกต้องชอบธรรม" (ยุติธรรม) มองว่า "ความรัก" คือ สิ่งที่แลกเปลี่ยนกัน (ไม่ฟรี) คู่ชีวิตก็ซื้อขายกันได้ตามสัญญาเงื่อนไข ส่วนมิตรภาพ ความมีมารยาท และเมตตาจิตคือปัจจัยที่มีราคาซื้อขายพ่วงไปกับสินค้าได้ นิยมใส่ "หน้ากากสังคม" ขาดความเป็นตัวของตัวเอง

              สัตว์ที่โปรดปรานที่สุด คือ จิ้งจกที่เปลี่ยนสีผิวตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ รับรู้ได้ผิวเผินเพียงแค่ "เปลือกนอก" ไม่เจาะลึก ขายไม่ได้เมื่อใด ชีวิตตนก็สิ้นสุดเมื่อนั้น

              อุปนิสัย: จดจ้องฉกฉวยโอกาส คิดแบบเรียบง่ายอย่างเด็กอมมือ อยู่แบบเด็กวัยคะนอง ชอบทำตนเป็น "นักแสดงกลขายยาพเนจร" เมื่อคิดเชิงคุณธรรมก็จะมองเห็นจุดมุ่งหมายในชีวิตตน มีน้ำใจ และใจกว้าง

               ฟรอม์มสรุปไว้ว่า ผู้ถนัดในโลกทัศน์ตามสี่แบบดังกล่าว ล้วน "ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมไม่เป็น" เพราะยึดมั่น "การมี" ปัจจัยนอกกายเป็นสรณะ

              อย่างไรก็ตาม ผู้มีโลกทัศน์ตามแบบที่ 5 จะช่วยถ่วงดุลให้โลกมนุษย์ทรง "ความสมดุล" อยู่ต่อไปได้ คือ ไม่แตกสลาย ดังนี้


              5. แบบ "ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม" ขยันทำงาน (ด้วยจิตว่าง) มีเมตตาจิต และใช้เหตุผลต่อเพื่อนมนุษย์เป็น ยอมรับนับถือความต้องการของตนและผู้อื่น ใช้ชีวิต "เป็นอยู่" ตามธรรมชาติ (ตรงข้ามกับ "การมี") มุ่งเป็นผู้ที่ตนมีศักยภาพที่จะเป็น ไม่เพ้อเจ้อบ้าคลั่งเอาอย่างผู้อื่น ทบทวนเสมอว่า จริงๆ แล้ว ตนเป็นใครกันแน่ นิยมความสมจริง ไม่เป็นทาสของอารมณ์ พึ่งพิงปัจจัยภายในตัวเอง ไม่ยี่หระปัจจัยภายนอก

              ขณะเดียวกัน ผู้มีโลกทัศน์แบบที่ 5 นี้ ไม่ปฏิเสธ "กฎแห่งธรรมชาติ" ยอมรับกติกาสังคมที่กำหนดบทบาทของตนมาแต่กำเนิด ไม่หลบหลีกความเป็นอิสระกับความรับผิดชอบของตนต่อการอำนวยประโยชน์สุขให้แก่ตนและสังคม
        
              ฟรอม์มอธิบายว่า ผู้มีโลกทัศน์แบบที่ 5 นี้ มาจากครอบครัวที่ได้ถ่ายทอด "ความมีเมตตาจิต" ให้ไว้กับบุตรหลานอย่างถูกต้องพอดี ไม่ว่าจะมีฐานะการเงินยากดีมีจนเพียงใดก็ตาม โดยเน้นการใช้ "เหตุผล" มากกว่า "กฎเกณฑ์" นิยม "เสรีภาพ" มากกว่า "การเดินตามก้นผู้อื่น" เน้น "การเป็นอยู่" มากกว่า "การมี" เชื่อว่าทำความดีย่อมได้ความดี สัมพันธ์กับผู้อื่นบนพื้นฐานของความชอบธรรม และมีความเป็นตัวของตัวเอง

              แม้ว่าผู้มีโลกทัศน์แบบที่ 5 จะสามารถเป็นคุณต่อการปฏิรูปชาติบ้านเมือง แต่ก็เป็นการตบมือเพียงข้างเดียว รัฐบาล องค์กรภาคเอกชน รวมทั้งองค์กรภาครัฐ จำต้องมีและดำเนินตามนโยบายที่ศรัทธาเชื่่อมั่นในคุณค่าของ "ความเป็นมนุษย์" และมีพันธกิจชัดแจ้งในการทำคุณประโยชน์ต่อสังคมอีกโสดหนึ่งด้วย การปฏิรูปทางสังคมจึงจะเกิดผลดี

              หาไม่แล้ว นักเผด็จการจะออกมาชักใยให้สมุนกำหนดต่อสังคมว่า อะไรคือผิดชอบชั่วดี ต้องทำอะไรอย่างไร ตามแนวโลกทัศน์ทั้งสี่ดังกล่าว และจะจัดการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่หัวแข็งดื้อดึงต่อต้านตน ประวัติศาสตร์ลัทธิฟาสซิสต์และลัทธินาซีอาจเกิดขึ้นซ้ำรอยได้ในไทย หากตั้งอยู่ในความประมาท

              อย่าลืมว่า ผู้มีโลกทัศน์ที่ไม่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม มีมากกว่าผู้มีโลกทัศน์ที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ในอัตราสี่ต่อหนึ่ง.



      สังคมไม่เต็มบาทโดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิตdhanarat333@gmail.com



                อนุสนธิการอภิปรายไม่ไว้วางใจบุคคลสำคัญๆ ในรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้ ที่รัฐสภา โดยเฉพาะในประเด็นปราบปรามการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง

                บรรดาผู้อภิปรายจากพรรคฝ่ายค้าน คงได้ซักซ้อมเตรียมการมาเป็นอย่างดี จึงมีการทำสุ้มเสียงหนักเบา จังหวะช้าเร็ว ชี้มือชี้นิ้ว ราวกับตัวละครที่แสดงอยู่หน้าจอทีวี แต่ฟังอย่างไรก็ฟังได้ไม่สนิท เพราะ "อ้าปาก เห็นลิ้นไก่" กำลังแสดงละครรับใช้นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร ของตนอยู่ต่อไป เนื่องจากนายใหญ่และสมุนยังไม่สามารถบรรลุความใฝ่ฝันอันสูงสุดที่จะก่อตั้งรัฐไทยใหม่ ทั้งนี้ ส่งผลให้เกิด "ความคับข้องใจ" เป็นครั้งที่สองต่อจากความล้มเหลวปีก่อน หากสติไม่แตกตอนนี้ก็จะมีอาการ "ไม่เต็มบาท" ไม่มากก็น้อยระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2553 ใน กทม.


                การอภิปรายดังกล่าวจะไม่เกิด หากนายใหญ่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญและไร้เหตุผลโดยชอบทางการเมือง มีแต่เหตุผลส่วนตัว นั่นคือ "ดาบนั้นคืนสนอง" ตามที่นายใหญ่ประกาศไว้ทันทีที่ถูกศาลฎีกาพิพากษายึดทรัพย์สี่หมื่นหกพันล้านบาท
                ผู้เสียหายได้แก่ประชาชน ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ถูกกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนนายใหญ่ ซุ่มยิงด้วยระเบิดและอาวุธสงคราม จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย เพื่อจะได้กล่าวโทษรัฐบาลว่าเป็นฝ่ายยิง แต่น่าสังเกตว่า กลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมตลอดสองเดือนกลับไม่เคยถูกซุ่มยิงอย่างที่กลุ่มเสื้อเหลืองได้รับเคราะห์หลายครั้งในปี 2551 เมื่อรัฐบาลนอมินีของนายใหญ่ครองอำนาจอยู่

                ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ผู้อภิปรายฝ่ายค้านที่มีสติเต็มบาทปัญญาเต็มร้อย จะออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจและประณามนายใหญ่กับสมุน ในฐานะที่ได้ก่อให้เกิดความหายนะทางสังคมและเศรษฐกิจต่อชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง
          
                ตรงกันข้าม ฝ่ายค้านกลับอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ได้พยายามสกัดกั้นความหายนะ นับเป็นพฤติกรรมของผู้ประสบ "ความคับข้องใจ" จากความล้มเหลวในการชุมนุมเรียกร้องอย่างมโหฬารทั้งสองปีติดต่อกัน คือ รู้สึกโกรธแค้นแล้วโกรธแค้นอีก จนอยู่ในภาวะจิต "ไม่เต็มบาท" ส่งผลให้สติแตกปัญญาดับ แยกความผิดชอบชั่วดีออกจากกันไม่เป็น

                โดยที่บรรดาผู้อภิปรายเป็น "ผลผลิต" ของสังคมไทย แสดงว่าสังคมไทยก็มีภาวะจิต "ไม่เต็มบาท" เช่นกัน ทั้งนี้ สังเกตได้จากอัตราฆาตกรรม อัตวินิบาตกรรม การดื่มสุรา การติดยาเสพติดตั้งแต่วัยเด็กต้นๆ ขึ้นไป ตลอดจนการติดการพนันกันงอมแงมทั่วแผ่นดิน ดังที่ปรากฏเป็นข่าวน่าสลดใจดาษดื่นอยู่ทุกวัน ตำรวจและศาลย่อมยืนยันได้ว่า จำนวนคดีความได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนรับไม่ไหวอยู่แล้ว

                สังคมไทย คือ สังคมประชาธิปไตย หรือสังคมไม่เต็มบาทกันแน่?

                สังคมไม่เต็มบาทเกิดขึ้นได้อย่างไร?

                ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบการปกครองใด สังคมจะเป็น "ผู้กำหนด" ตัว "ค่านิยม" ทั้งหลาย สำหรับให้ผู้คนนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต สังคมไทยมีสองค่ายค่านิยมหลัก คือ "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" และ "ลัทธิสัตว์ประเสริฐ"

                ลัทธิแรก นิยมแต่พัฒนาทรัพย์สินเงินทองตนให้งอกงามยิ่งๆ ขึ้น อย่างปราศจากความพอเพียง ขณะที่ตัวสาวกกลับเป็นทุกข์อยู่แทบทุกลมหายใจ เพราะยึดติดเงินทองของมีค่าเป็นสรณะหรือพระเจ้า มี สุขภาพจิตเปราะบาง คือ ถูกโรคจิตวิปลาสรุมเร้าด้วยความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ นึกคิดเสมอว่ามีคนมาทำร้ายตน หรือแย่งชิงทรัพย์สมบัติตน ประสบความคับข้องใจบ่อย หวั่นใจอยู่เสมอว่าสติตนจะแตกสลายกลายเป็นคน "ไม่เต็มบาท" สักวัน มีจิตโศกซึม ก่อปัญหาให้กับตนเองและผู้อื่น ฯลฯ

                ลัทธิหลัง นิยมพัฒนาจิตวิญญาณตนให้อุดมด้วยบุญกุศลสำหรับเป็นต้นทุนชีวิต ตามพระธรรมในพระพุทธศาสนา สาวกตั้งอยู่ในความสงบเย็นเป็นปกติวิสัย มี สุขภาพจิตเข้มแข็ง คือ เปี่ยมด้วยเมตตาจิต สร้างสรรค์ผลผลิตที่เป็นคุณต่อมนุษยชาติ รักความเป็นอิสระ ไม่ยึดติดอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งนิพพาน มีความพอเพียง รับผิดชอบต่อพฤติกรรมตน มองเห็นความเป็นจริงภายในและภายนอกตัวเอง ไม่เข้าข้างตัวเอง มองโลกอย่างสมจริง ใช้เหตุผลอย่างคนมีสติปัญญา มุ่งแสดงความสามารถสุดศักยภาพตน แก้ปัญหาให้ผู้อื่นเป็นประจำ ฯลฯ

                นอกจากนี้ สังคมยังเป็น "ผู้กำหนด" ว่า อะไรถูก อะไรผิด ชอบ มิชอบ อะไรคือ "วัฒนธรรม" ของตน สังคมของสาวก "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" กำหนดว่า "เงินทองคือพระเจ้า" "ตัวกู ของกู" "ด้านได้อายอด" "ลาภยศสรรเสริญคือปัจจัยที่ขาดมิได้" "จุดมุ่งหมายสำคัญกว่ามรรควิธี" "ค่าของคนอยู่ที่ปริมาณเงินทองในครอบครองของคน" "ชีวิตมนุษย์มีค่าเพียงผักปลา" "ผู้อุปถัมภ์คือความมั่นคงแห่งชีวิต" ฯลฯ คือ "ความถูกต้องชอบธรรมและวัฒนธรรมของตน" ฉะนั้นคนที่ยึดติดในข้อกำหนดเหล่านี้ จะได้รับเกียรติและการยกย่องนับถือส่งเสริมสนับสนุนจากสาวกลัทธินี้อย่างปุถุชน โดยหารู้ตัวไม่ว่า ตนกำลัง "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว"

                ส่วนสังคมของสาวก "ลัทธิสัตว์ประเสริฐ" กำหนดว่า "ศีลธรรมจริยธรรมคือเกราะคุ้มกันจิตวิญญาณ" "ลาภยศสรรเสริญหาบไปไม่ได้แน่เมื่อตายแล้ว" "มามือเปล่า ไปมือเปล่า" "โลกนี้มีแต่ความว่างเปล่า" "มรรควิธีำสำคัญกว่าจุดมุ่งหมาย""ค่าของคนอยู่ที่ต้นทุนบุญกุศลที่ตนทำไว้" "การพึ่งตนเองคือความมั่นคงแห่งชีวิต" "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประเสริฐยิ่ง" ฯลฯ คือ "ความถูกต้องชอบธรรมและวัฒนธรรมของตน" ฉะนั้น คนที่ยึดมั่นแต่ไม่ยึดติดในข้อกำหนดเหล่านี้ จะได้รับการยอมรับจากสาวกลัทธินี้เยี่ยงอริยชน ซึ่งมองเห็นดอกบัวเป็นดอกบัว
                การปะทะกันระหว่างสังคมไม่เต็มบาทกับสังคมอริยชน จะเกิดขึ้นอีกต่อไป ไม่ว่าจะออกมาในรูปการแสดงความเกลียดชังต่อกัน การชุมนุมทางการเมือง หรือการก่อการร้าย โดยจะทวีความรุนแรงยิ่งๆ ขึ้น จนกว่าสังคมไม่เต็มบาทจะตื่นจากภวังค์ หรือจากภาพหลอนที่หลอกตนอยู่ว่า "เงินทองคือพระเจ้า" และเริ่มเรียนรู้ว่า คำสั่งสอนของพระบรมศาสดาในพุทธ คริสต์ อิสลาม ฯลฯ ล้วนประณามการยึดเงินทองเป็นสรณะทั้งนั้น

                นักจิตวิเคราะห์ อิริค ฟรอม์ม ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาแนะทางออกจากสังคมไม่เต็มบาท ด้วยการเสริมสร้างสุขภาพจิตของผู้คนทั้งหมดในสังคมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ประสบความสมหวังในความต้องการอันเกิดจาก "ความเป็นมนุษย์" คือ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้คนในสังคม 1. ทำกิจกรรมที่เป็นคุณต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 2. แสดงความสามารถสุดศักยภาพตน 3. เป็นอิสระจากการยึดติด และ 4. มีเมตตาจิตต่อกัน

                ทางออกมีอยู่แล้ว ใช้ได้ทันที หรือนิยมที่จะอยู่กับทางตันและ "นรกบนดิน" ต่อไป.