Monday, August 23, 2010


ปฏิรูป : จิตวิทยาสุคติ
โดย : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
 dhanarat333@gmail.com


            การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมได้ส่งผลให้ประเทศไทยตกเป็นเมืองขึ้นของวัฒนธรรมที่นิยม “การมี” หรือ “การครอบครองวัตถุเงินทอง” มาตลอด

            ปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเป็นโรคจิตที่ไม่ต่างอะไรจากสังคมอื่นที่นิยม “การมี” ดังกล่าว โดยมีแนวโน้มทรุดหนักลงอย่างไม่รู้ตัว มีอนาคตที่เปรียบได้กับกบเป็นๆ ที่อยู่ในหม้อน้ำที่อุ่นขึ้นเรื่อยๆ บนเตาไฟร้อนแรง

            นักจิตวิทยาอเมริกันมองเห็นความหายนะของสังคมที่เน้น “การมี” มานาน โดยพยายามเยียวยาความทุกข์ใจที่ “ปลายเหตุ” คือที่ "อาการ" เช่น อาการคับข้องใจ ตึงเครียด ก้าวร้าว วิตกกังวล ภาพหลอน นอนไม่หลับ ฝันร้าย อาฆาตพยาบาท ซึมเศร้า คลุ้มคลั่ง เจ็บป่วยโดยไม่มีสาเหตุทางสรีระ เป็นต้น ปรากฏว่า ไม่ประสบผลดีเท่าที่ควร

            นักจิตวิทยาจึงได้หันไปศึกษาภาวะผาสุก (ความสําราญความสบาย) เช่น อาการผ่อนคลาย ใจเย็น จิตผ่องใส นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย ปลอดจากอาการ “สามวันดีสี่วันไข้” เป็นต้น เพื่อค้นหา “สาเหตุ” ของภาวะผาสุก ในที่สุด พบว่า มีสาเหตุมาจากจิตที่รู้จักและได้นำ “ศีลธรรมจริยธรรม” "เมตตาธรรม” ตลอดจน “ความมีเหตุมีผล” ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งตรงกับจิตของ “ผู้เสริมสร้างทำคุณประโยชน์ต่อสังคม” ที่ศาสตราจารย์ ดร.อิริค ฟรอม นักจิตเคราะห์เรืองนาม ได้ชี้ให้เห็นเมื่อ 6 ทศวรรษก่อน

            การค้นพบสาเหตุแห่งความผาสุกนี้ ส่งผลให้เกิดวิชาใหม่ ชื่อว่า Positive Psychology (จิตวิทยาเชิงบวก) ขอเรียกว่า “จิตวิทยาสุคติ” ซึ่งกลมกลืนเป็นครั้งแรกเข้ากับ “ศีลธรรม” “การทำคุณต่อเพื่อนมนุษย์” ศจ.ดร.มาร์ติน เซลิกแมน นักจิตวิทยาอเมริกันโด่งดัง เป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งวิชาใหม่นี้เมื่อราวสิบปีก่อน

            ปัจจุบัน “จิตวิทยาสุคติ” ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกา เช่น มหาวิทยาลัยแห่งนอร์ทแคโรไลนา ม.วิสคอนซิน ม.ฮาร์วาร์ด ม.แห่งเพนซิลเวเนีย และในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ คานาดา ออสเตรเลีย และ สกอตแลนด์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถาบันที่มีมาตรฐานสูงและชื่อเสียงโด่งดังทั้งสิ้น

            ดร. ท็อด คัชดาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มแน่นแห่งมหาวิทยาลัยจอร์ชเมสัน รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ มีประสบการณ์ที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับวิธีสอนจิตวิทยาสุคติ ตามรายงานของดีที แม็กซ์ นักเขียนอิสระ

            อาจารย์คัชดาน ตั้งชื่อวิชาของท่านว่า “ความสุขโดยวิถีเชิงวิทยาศาสตร์” มีหัวข้อย่อย คือ การมองโลกในแง่ดี กตัญญูกตเวที สัมมาสติ ความหวัง และจิตวิญญาณ 

            แก่นของวิชาอยู่ที่ทำให้ลูกศิษย์มองเห็นความแตกต่างระหว่าง “รู้สึกดี” ซึ่งก่อให้เกิดความหิวโหยอยากได้มากขึ้น อย่างเช่นกิเลสตัณหาที่ไม่รู้จักอิ่มหรือพอเพียง กับ “ทำดี” ซึ่งนำไปสู่ความสุขบริสุทธิ์ที่กอปรด้วยความอิ่มเอิบใจ ไม่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ

            การบ้านข้อแรกได้แก่การไปทำอะไรสักอย่างที่นักศึกษาเองชอบ ซึ่งทำแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกหรรษาสนุกสนานเพลิดเพลินบันเทิงใจ แล้วบันทึกประสบการณ์ไว้ ส่วนการบ้านข้อที่สองได้แก่การไปทำอะไรอีกสักอย่างที่เป็นการ "ให้" ผู้อื่นด้วยเมตตาจิตอย่างปราศจากเงื่อนไขและอัตตา แล้วทำบันทึกประสบการณ์ไว้เช่นกัน

            ในข้อแรก นักศึกษาคนที่หนึ่งเล่าถึงประสบการณ์ที่ไปเล่นดำน้ำ แล้วมีเพศสัมพันธ์กับแฟนขณะอยู่ลึกลงไปราวสิบเมตร คนที่สองรายงานการได้ไปรับประทานอาหารเอร็ดอร่อยที่ภัตตาคารโด่งดังแห่งหนึ่ง แล้วถูกเรียกเก็บเงินค่าอาหารแพงกว่าที่คาดไว้มาก คนที่สามเล่าถึงการไปชมการแข่งรถที่สนามรถแข่งนัสคาร์ ได้สูดกลิ่นควันเหม็นของรถแข่ง ดื่มสุรา แล้วมีเพศสัมพันธ์ และคนที่สี่ รายงานถึงการอยู่บ้านดูรายการโทรทัศน์ที่โปรดปราน นั่งพูดคุยกับเพื่อนๆ

            ในข้อสอง นักศึกษาที่ชมการแข่งรถ ได้ไปบริจาคโลหิต ทั้งๆที่กลัวเข็มฉีดยา คนที่สองที่ถูกเรียกเก็บค่าบริการอาหารแพงสุดๆ ได้ไปซื้อเครื่องดื่มกระป๋องแจกให้คนไร้ถิ่นฐานข้างถนน คนที่สามรวบรวมเสื้อผ้าผู้หญิงเก่าใช้แล้วจากญาติพี่น้อง แล้วนำไปบริจาคให้กับบ้านพักหญิงที่ถูกสามีละเมิดทุบตีจนอยู่ด้วยกันไม่ได้ และคนที่สี่ได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง แล้วให้ค่าทิปแก่พนักงานบริการ 50 เหรียญ ซึ่งมากกว่าค่าอาหารเสียอีก

            จากนั้น นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวเปรียบเทียบประสบการณ์สองแบบ คือ การรับบริการที่สปากับการอาสาสมัครทำความสะอาดที่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง โดยชี้ว่าที่สปามีแต่สิ่งสะอาดหอมหวนสดชื่น แต่ที่บ้านชนบทมีแต่ขี้ม้าเกลื่อนกลาดส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว กระนั้นก็ตาม กลับรู้สึกติดตราตรึงใจกับรอยยิ้มของผู้ที่พาตนไปทำความสะอาดที่บ้านชนบท ยิ่งกว่ารอยยิ้มของสาวนวดที่สปาเสียอีก

            ต่อมา อาจารย์คัชดานชี้ให้เห็นบทเรียนจากชีวิตจริงโดยทันทีว่า “การทำดีต่อผู้อื่นย่อมส่งผลดีต่อผู้กระทำ” กล่าวในเชิงพุทธก็คือ “ทำความดีย่อมได้ความดี” ในบัดดล พลังศีลธรรมก็สว่างไสวขึ้นในจิตใจบรรดานักศึกษาทั้งหลาย

            ที่ตื่นเต้นกันได้แก่การบรรยายถึงการวิจัยมันสมองส่วนหน้าของคนมองโลกในแง่ดี อันเป็นสมองที่เราใช้คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตัดสินใจ ฯลฯ นักจิตวิทยาพบว่า สมองส่วนหน้าของคนมองโลกในแง่ดีมักทำงานอยู่ตลอดเวลา คือ มีชีวิตชีวา ตรงกันข้าม สมองส่วนหน้าของคนมองโลกในแง่ร้ายมักมีคลื่นไฟฟ้าต่ำ คือ ไร้ชีวิตชีวา อยู่ในภาวะผวาจิต และรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย

            ต่อไป อาจารย์คัชดานบรรยายหัวข้อเรื่องต่างๆ คือ กตัญญูกตเวทีกับการให้อภัย ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความรัก จิตวิญญาณกับการอยู่อย่างเป็นสุข และความหมายของชีวิตกับจุดมุ่งหมายของชีวิต ทั้งนี้ โดยไม่ใช้คำว่า “ศีลธรรม” เลย และให้นักศึกษาตระหนักว่า ยังมีอีก "วิถีชีวิตหนึ่ง" ที่นักจิตวิทยาได้วิจัยค้นพบแล้วว่า สามารถนำไปสู่ "ผลลัพธ์" หรือ "ผลการใช้ชีวิต" ที่เหนือกว่าวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับความพอใจของผัสสะ

            นอกจากนี้ อาจารย์คัชดานยังให้นักศึกษาฝึกทำสมาธิ โยคะ เขียนสาธยายความรู้สึกที่รักใครคนหนึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิต ไปเยี่ยมเยือนผู้มีบุญคุณ เขียนจดหมายขอบคุณผู้ช่วยเหลือ ตลอดจนฝึกใช้พลังความอยากรู้ไปในการสำรวจโลกกว้าง โดยให้ทำอะไรสักอย่างที่แปลกใหม่ สลับซับซ้อน อาศัยการปฏิสัมพันธ์ และให้ใช้ประสาทสัมผัสของตนเป็นเกณฑ์ ปรากฎว่า นักศึกษาบางคนได้ไปลองชิมผลไม้ลูกทับทิมเป็นครั้งแรก และบางคนอ่านหนังสือที่เขียนโดยบุคคลโด่งดังในสังคม

            การบ้านที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ได้แก่การให้่นักศึกษาเลือกเฟ้นความทรงจำหนึ่งใดของตน ซึ่งตนตั้งใจจะให้จำติดตัวไปชั่วนิรันดร เพื่อฝึกฝนให้นักศึกษามีจิตที่อยู่กับสุคติ

            มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ มีนักศึกษาสมัครเรียนวิชา “จิตวิทยาสุคติ” มากเป็นประวัติการณ์ นับได้ 855 คน ต่อภาค นักศึกษาที่นี่ราวร้อยละ 23 ยอมรับว่าวิชาใหม่นี้ ได้ส่งผลให้ตนมีชีวิตที่ดีขึ้น คนหนึ่งเขียนบรรยายไว้ว่า “เมื่อขึ้นปีสี่ ถึงได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า วิชานิติศาสตร์คงไม่เหมาะสำหรับตน” อีกคนเปิดเผยว่า “ได้เลือกเรียนจิตวิทยาสุคตินี้โดยไม่ได้คิดอะไรมากมาก่อน แต่กลับติดอกติดใจวิชานี้มากที่สุด ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ตนรักและชอบทำมากที่สุดได้แก่การได้พูดคุยกับผู้อื่นเกี่ยวกับปัญหาที่กำลังรุมเร้าเธออยู่”

            นักจิตวิทยาสรุปไว้ว่า “จิตวิทยาสุคติ” ไม่เพียงแต่สอนให้รู้จักวิธีเข้าถึงความสุขอันแท้จริงเท่านั้น แต่ยังฝึกนักศึกษาให้รู้จักทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี มีจิตวิญญาณที่รู้จักและเข้าใจความถูกต้องชอบธรรม มีความหวังอันสมจริง และมีเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์อีกด้วย

             เทคโนโลยีได้ผลิตวัตถุสิ่งของต่างๆนานาออกมายั่วยุกิเลสตัณหามนุษย์ และครอบงำชีวิตมนุษย์อย่างโงหัวไม่ขึ้นและไม่รู้ตัว จนเราไม่รู้ไม่สนใจว่าอะไรคือสิ่งปรุงแต่ง สิ่งธรรมชาติ หรือหนทางสู่สุคติอันแท้จริง

            วิชา “จิตวิทยาสุคติ” ได้ปฏิรูปนักศึกษาดังกล่าวให้ “ตื่น” จากภวังค์ ส่งผลให้นักศึกษาสามารถก้าวข้ามทุคติภูมิสู่สุคติภูมิอย่างเด่นชัดมาแล้ว

            วิชาจิตวิทยาสุคติจึงน่าจะสามารถช่วยให้ชาติบ้านเมืองก้าวข้ามทุคติภูมิสู่สุคติภูมิได้เช่นกัน.

    Sunday, August 22, 2010


    ปฏิรูป : ความฝันอันสูงสุด
    ดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต 
    dhanarat333@gmail.com

            การปฏิรูปประเทศไทยมิใช่รายการจัดงานแสดงกายกรรม แบบใครใคร่ตีลังกาท่าไหน ก็ตีไป

            นายฉวงซื่อ นักปราชญ์จีนเรืองนามสมัย 24 ศตวรรษก่อน มีนิทานสอนใจเล่าสู่กันฟังว่า อุบาสกเยนฮุยต้องการฝึกจิตให้หลุดพ้นจากอวิชชา จึงไปขอฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง

           วันหนึ่ง เยนฮุยไปรายงานผลการฝึกจิต "กราบนมัสการท่านอาจารย์ ศิษย์คนนี้ฝึกจิตได้ฉิวเลย ขอรับ"
            
             "ฉิวนี่หมายถึงอะไร?" พระอาจารย์ถาม

            "หมายว่า ศิษย์ลืมเป็นได้สองเรื่องแล้ว คือ เรื่องพิธีกรรมกับเรื่องดนตรี ขอรับ"

            "ดี" พระอาจารย์ชม แถมติทิ้งท้าย "แต่ยังไม่พอ ต้องฝึกต่อ"

            สามวันต่อมา เยนฮุยเสนอรายงานอีก "ท่านอาจารย์ขอรับ ศิษย์ฝึกจนได้ผลดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว ขอรับ"

          "ดีขึ้นยังไง?" พระอาจารย์สงสัย

            "ตอนนี้ ศิษย์ลืมเป็นได้อีกสองเรื่อง คือ เรื่องมนุษยธรรมกับเรื่องความถูกต้องชอบธรรม ขอรับ"

            "โอ้โฮ" พระอาจารย์ชมทันที "ดีมาก" แต่ก็มิวายติทันทีว่า "ยังไม่พอ ต้องกลับไปฝึกต่อ"

            ไม่นานนัก เยนฮุยกลับมาเสนอรายงานอีก คราวนี้ พร้อมด้วยสีหน้าอันอิ่มเอิบด้วยความสมหวัง

            "กราบเท้าท่านอาจารย์ คราวนี้ ศิษย์บรรลุทะลุถึง่ซึ่งความสำเร็จแล้ว ขอรับ"

            "ไหน คราวนี้...พูดว่ายังไงนะ?" พระอาจารย์ถามแล้วถอนหายใจยาว

            "ศิษย์นั่งอยู่กับที่เป็น และลืมเป็นได้หมดทุกเรื่องแล้ว ขอรับ"

            พระอาจารย์ยื่นมือทั้งสองออกไปหยิกกับดึงที่ใบหูทั้งสองข้างของเยนฮุย พลางถามด้วยความสงสัยว่า "เจ้าหมายถึงอะไรนะ ที่ว่านั่งเป็นลืมเป็นนั่น?"

            "คือ..ศิษย์สามารถปล่อยวางเรือนร่างของศิษย์ ปล่อยวางจิตของศิษย์ ให้สงบเย็นลง และเข้าถึงภาวะชั่วนิรันดรได้แล้ว ขอรับ"

            "โอ้โฮ" พระอาจารย์อุทานออกมาดังลั่น พลางโค้งตัวแสดงคารวะต่อเยนฮุยแล้วกล่าวอย่างถ่อมตน "แสดงว่าเจ้าบรรลุเป็นผู้ตื่นผู้รู้มรรควิธีรอดจากอวิชชาแล้วซิ ยอดเยี่ยมๆ ต่อนี้ไป อาตมาเห็นจะต้องเดินติดสอยห้อยตามเจ้าแล้วละ"

            ก็น่ายินดีที่อุบาสกเยนฮุยได้ทำการปฏิรูปตัวเอง จนกลายเป็นคนรู้รักษาตัวรอดจากอวิชชาเป็นยอดดี

           นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ มีแผนงานส่งเสริมให้มีการปฏิรูปประเทศ เพื่อบุตรหลานไทยจะได้มีอนาคตที่ตั้งอยู่บนความเป็นไทอย่างมั่นคงถาวร ไม่พ่ายแพ้สูญความเป็นไทไปกับกระแสเศรษฐกิจแห่งโลกาภิวัฒน์

           ตรงกันข้าม นายกฯ อีกคนหนึ่งต้องการให้เจ้าของบ่อน้ำมันต่างชาติเข้ามาลงทุนกว้านซื้อที่นาไทย เพื่อให้ชาวนาไทยทำนาให้ คือ ให้คนไทยเป็นลูกจ้างทำนาให้เจ้าของบ่อน้ำมันต่างด้าว และสร้างความร่ำรวยให้กับคนต่างด้าว เพราะข้าวคือพืชเศรษฐกิจส่งออกสำคัญที่ทำเงินมหาศาลให้ไทยมายาวนาน พูดง่ายๆ นายกฯ คนนี้ต้องการให้ชาติไทยสิ้นชาติไปกับเงินทองของคนต่างด้าว

           นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยกับนายกฯ เผาชาติคนนั้นอย่างแน่นอน แต่เพื่อให้แผนปฏิรูปของท่านได้ก้าวสู่จุดหมายปลายทางอันเหมาะสมกับความเป็นชาติไทย ท่านจำต้องมีแผนที่ (โรดแม็พ) ที่สมบูรณ์แบบสำหรับกำกับการปฏิรูปอย่างถูกต้องและสมจริงกับความเป็นไทย คือ ท่านจำต้องมีแผนที่ที่มีทั้งสี่ทิศและ "เข็มทิศที่ห้า" ซึ่งจะกำหนดไว้อย่างถูกต้องแม่นยำว่า "เราคือใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร กำลังจะไปไหน อย่างไร เมื่อไร ต้องการอะไร?"

           แผนที่ที่มีเพียงสี่ทิศคือแผ่นกระดาษที่ได้แต่ถามเราว่า เรากำลังอยู่ที่ไหนและจะไปไหน? เราจะตอบโจทย์ข้อนี้ได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่า เรากำลังอยู่ที่ใดและรู้จักตัวเราเองดังกล่าว คือ เมื่อเรามี "เข็มทิศที่ห้า" นั่นเอง 

           เมื่อมี "เข็มทิศที่ห้า" เราก็พร้อมที่จะเริ่มปฏิรูปตนให้ตรงกับรากฐานเนื้อแท้ของเรา ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามมายาคติที่ยึดมั่นถือมั่นตามโลกแห่งความเพ้อฝัน ไม่สมจริง คือ เราจะได้ไม่สร้าง "วิมานในอากาศ" คอยเดินมาก้นใครก็ไม่รู้ที่กำลังหนาวๆร้อนๆเผชิญกับ "นรกบนดิน" ในบ้านเมืองเขาอยู่ตลอดมา

          การปฏิรูปคืออะไร? 

          การปฏิรูปคือการปรับเปลี่ยนสภาพจากระดับหนึ่งให้สูงขึ้นไปสู่ระดับที่ดีกว่าเดิม อย่างเช่นที่อุบาสกเยนฮุยที่ได้ปฏิรูปตนจากระดับผู้ไม่รู้ขึ้นสู่ระดับผู้ตื่นรู้ อย่างเช่นที่นักวิทยาศาสตร์ได้ปฏิรูปกล้องถ่ายภาพด้วยฟิล์ม ให้เป็นกล้องถ่ายภาพดิจิตอล ตามวัฒนธรรมเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน หรืออย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิรูปคำสอนเรื่อง "กฎแห่งกรรม" ในศาสนาฮินดูให้มีความเป็นสัจธรรมแท้จริงสำหรับนำพามวลมนุษย์ให้พ้นทุกข์

            ขณะนี้ เริ่มมีเสียงแสดงความคาดหวังไว้ว่า ประเทศไทยหลังปฏิรูปจะต้องไม่มี "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" เพราะเป็นภาวะที่มีชนชั้นทางเศรษฐกิจ มีเจ้า มีไพร่ มีอภิพญามหึมามหาเศรษฐีไม่กี่คนที่มีเงินนับแสนๆล้านบาท มีที่ดินร่วมครึ่งค่อนประเทศอยู่ในกำมือ มีนายทุนสามานย์ที่มีลูกหนี้ติดหนี้ตนตลอดชีพ ลูกหนี้บางรายนับไม่ถ้วนที่ต้องส่งหนี้ค่าเช่าที่ดินที่พักให้ตระกูลตนชั่วลูกชั่วหลานชั่วนิรันดร

            "ความเหลื่อมล้ำ" ดังกล่าว แม้จะมิใช่สิ่งพึงปรารถนา แต่ก็จะมีอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เรายังก้มหน้าก้มตาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไร้จิตสำนึกที่กำลังครอบงำโลกอยู่ ไม่ว่าเราจะอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิสังคมนิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือลัทธิเสรีประชาธิปไตย ก็ตาม

            สาธารณะรัฐประชาชนจีนมีจำนวนมหาเศรษฐีระดับเงิน 10 ล้านหยวนขึ้นไป (ราว 480 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นทุกวัน ในอัตราร้อยละ 6.1 จากปีก่อน นับได้ 875,000 ราย ในจำนวนนี้ มี 55,000 รายที่มีเงินกว่า 100 ล้านหยวนขึ้นไป โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากปีก่อน มี 1,900 ราย ที่มีทรัพย์สินมูลค่าเกิน 1,000 ล้านหยวนขึ้นไป และมี 140 รายที่ร่ำรวยเกิน 10,000 ล้านหยวนขึ้นไป ทั้งนี้ ตามรายงานประจำปี 2553 สถาบันวิจัยฮูหรัน ประเทศจีน

            เมื่อพิจารณาจำนวนเศรษฐีดังกล่าว ประกอบกับรายได้เฉลี่ยของประชาชนชาวจีน ซึ่งอยู่ในระดับ 117,664 บาท ในปี 2552 จากฐานประชากร ซึ่งมีถึง 1,324,655,000 คน ในปี 2551 (ที่มา ธนาคารโลก) ซึ่งร้อยละ 10.8 ยังมีรายได้ต่ำกว่า US$1 (ที่มา ธนาคารพัฒนาเอเชีย) ตกราว 32 บาทต่อวัน ฉะนั้น จีนมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขนาดสุดขีด จากการใช้สองมาตรฐานคือ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและระบบการเมืองคอมมิวนิสต์พร้อมกัน

           ไทยดั้งเดิมมีพุทธเศรษฐศาสตร์ที่ตระหนักในคุณค่าและปกปักษ์รักษา "ทรัพยากรมนุษย์" มากกว่า "เครื่องจักรกล" มุ่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเครื่องจักรกลเป็นทาส ให้สร้างผลผลิตเพื่อสนองความต้องการในปัจจัยสี่ของมนุษย์ คือ พุทธเศรษฐศาสตร์ไม่ใช้มนุษย์ให้เป็นทาสของเครื่องจักรกล เพียงเพื่อให้มนุษย์ทำการผลิตเพื่อผลผลิต แถมทำลายระบบนิเวศวิทยา ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าของทุนกับเครื่องจักรเป็นผู้ร่ำรวยแต่ฝ่ายเดียว มนุษย์กับนิเวศวิทยาเป็นเพียงตัวสนับสนุนความร่ำรวยส่วนตนเท่านั้น 

           จริงๆแล้ว มนุษย์มี "คุณค่า" สูงกว่าเงินทุนและเครื่องจักร เพราะมี "ความรู้สำนึกในศีลธรรม" ที่บันทึกอยู่ในรหัสพันธุกรรม ตามที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้ให้ เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติเอง อีกทั้งมีความคิดความอ่านโดยธรรมชาติที่จะเป็น "ตัวของตัวเอง" เป็นอยู่กับ "ความเป็นจริง" และมีศักยภาพในการ "วิวัฒนาการ" ตนเองสู่ความเป็นมนุษย์ในระดับสูงขึ้นไป ดังเช่นบรรพชนทั้งหลายเมื่อนับแสนๆปีก่อน เพราะมนุษย์สามารถฝึกฝนตนเองให้แตกฉานในสัจธรรมและวิชาความรู้อย่างต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คือ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาสของใครอะไรทั้งสิ้น

           "คุณค่า" สูงส่งดังกล่าว คือหลักประกันให้มนุษย์ได้ก้าวสู่ความเจริญสุขโดยทั่วกันได้ด้วยตนเอง โดยมิต้องอาศัยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์นิยม ซึ่งล้วนแต่ "ขาดจิตสำนึก" ในคุณค่าของ "ความเป็นมนุษย์" ในระดับที่แตกต่างกัน โดยต่างก็ปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างทาส และเหยียดหยามย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาตลอด ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมอย่างรุนแรงด้วยกันทั้งนั้น

           การปฏิรูปของไทยจากโลกแห่งมายาคติสู่โลกแห่งความเป็นจริง จากโลกอวิชชาสู่โลกตื่นรู้ ดังเช่นอุบาสกเยนฮุย คือการปฎิรูปที่เป็นความฝันอันสูงสุด.