Friday, June 12, 2015


จิตสำนึกไทยไม่โกง
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com




ในการถ่ายทอดสดทั่วประเทศ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ "ต่อต้านการทุจริต สร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง" เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2558 โดยกรมประชาสัมพันธ์ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัด เป็นประธานในจังหวัด ร่วมสร้างจิตสำนึกพร้อมกันไปกับนายกรัฐมนตรีนั้น

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์และประกาศเจตนารมณ์ "ต่อต้านการทุจริต สร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง" ด้วยน้ำเสียงแสดงถึงความจริงจังและจริงใจ โดยกล่าวถึงการที่ตนได้รักษา "เกียรติศักดิ์ทหาร" รับใช้แผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาตลอด อีกทั้งในตอนท้ายรายการ ท่านนายกฯ ก็ได้กล่าวคำปฏิญาณตนต่ออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นำหน้าข้าราชการในทุกจังหวัด ด้วยเจตนารมณ์ที่จะทำราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อทำได้แล้ว ขอให้มีความเจริญสุข หาไม่แล้ว ขอให้มีอันเป็นไป

จุดน่าสนใจหนึ่งของงานได้แก่ การฉายวีดิทัศน์สองชุดที่แสดงภาพชนชั้นยากจนอาศัยอยู่ในเพิงมุงด้วยสังกะสีติดสนิม ผู้คนบนท้องถนนประท้วงขับไล่รัฐบาลโกงแผ่นดิน เด็กๆ เตือนใจผู้ใหญ่ให้แสดงจริยธรรมคุณธรรม คือ ให้เข้าคิวรับบริการ ปิดก๊อกน้ำให้สนิท ไม่จอดรถในที่สำรองสำหรับผู้พิการโดยที่ตนไม่พิการ ฯลฯ เพื่อจะได้ไม่ติดเป็นนิสัยโกงต่อไป

นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ มีข้อสังเกตว่า เด็กมีจิตใจบริสุทธิ์อยู่แล้ว จึงฝากฝังขอให้ผู้ใหญ่ช่วยกันดูแลเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่โกงในวันหน้า

ข้อสังเกตนี้ได้รับการยืนยันโดย ดร.พอล บลูม นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ดร.บลูมได้ทำการวิจัยทารกวัย 9 เดือน และวัย 21 เดือน พบว่า แม้ว่าทารกเหล่านี้ยังไม่สามารถรับรู้หรือเข้าใจความคิดเชิงนามธรรมที่จับความได้ยากอย่างศีลธรรมคุณธรรม แต่ก็ได้แสดงออกถึงการมีคุณลักษณะดังกล่าว หลังจากที่ได้ดูการแสดงหุ่นเชิด ซึ่งมีตุ๊กตาตัวหนึ่งแสดงบทบาทเป็นตัวเกเร ไม่ร่วมมือเล่นกับตุ๊กตาอีกสองตัว คือ หลังจากได้เล่นส่งบอลไปมากับตุ๊กตาตัวอื่น จู่ๆ ตัวเกเรก็หอบเอาบอลหลบหนีออกจากฉากไป ทำให้ตุ๊กตาตัวอื่นอดเล่นบอลต่อ เมื่อตุ๊กตาตัวเกเรกับตัวอื่นมาอยู่พร้อมหน้าทารกเหล่านี้ ปรากฏว่า ทารกส่วนใหญ่ไม่ยื่นขนมเป็นรางวัลให้ตุ๊กตาเกเร แต่ยื่นให้กับตุ๊กตาไม่เกเร แถมทารกบางคนกำมือทุบตุ๊กตาเกเรด้วยซ้ำไป

เมื่อเด็กมีความบริสุทธิ์อยู่ในใจ ทำไมจึงกลายเป็นคนโกงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่?


นักจิตวิเคราะห์โด่งดัง ดร.อิริค ฟรอม์ม ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ได้ให้คำตอบไว้ว่า เนื่องจากเด็กได้รับคำสั่งสอนเตือนใจจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ ให้มุ่งหาเงินหาทองเมื่อโตแล้ว จะโดยวิธีใดก็ได้ เพื่อให้ร่ำรวยมากๆ ไว้ จะได้ไม่อับอายขายหน้าคนอื่นเขา

คำพูดของผู้ใหญ่มีอำนาจอิทธิพลต่อเด็กมาก ทำให้เด็กจดจำไปทำในอีกหลายปีต่อมา จนกลายเป็นคนมีสันดานโกง มุ่งเอาเปรียบผู้อื่น ดร.ฟรอม์มมองว่า คนโกงเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในภาวะจิตที่สามารถทำตนให้เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมได้เลย ส่วนปรมาจารย์เล่าจื้อ มองว่า คนเหล่านี้เปรียบได้กับ "ข้าวนอกนา" ที่ไม่อำนวยประโยชน์ต่อผู้ใด

แล้วจะมีวิธีเยียวยาผู้ใหญ่ประเภท "ข้าวนอกนา" ที่ขยันโกงเหล่านี้ได้อย่างไร?


ดร.ฟรอม์มชี้แนะว่า ในการเยียวยาพฤติกรรมผู้ใหญ่นั้น ให้ปฏิบัติตามแนวพระอริยสัจสี่ของพระพุทธเจ้า คือ (1) ให้ลองนึกคิดดูว่า ตนมีทุกข์หรือไม่ สังเกตได้จากอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เครียด หวาดผวาคนลอบทำร้ายหรือโกงสมบัติตน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นอาการของจิตที่สงบไม่เป็น มีทุกข์ (2) ให้ลองไตร่ตรองดูว่าทุกข์ที่มีอยู่นั้น มาจากไหน? ดูไปดูมาแล้วจะเห็นว่ามาจากกิเลสตัณหาในตัวเอง มี "ความทะยาน" อยากได้แบบไม่สิ้นสุด ส่งผลให้โกงเงินผู้อื่นหรือแผ่นดิน (3) เมื่อ "ความทะยาน" หลุดพ้นว่างไปจากจิตแล้ว การคิดโกงก็สงบลงด้วยใช่ไหม? เมื่อไม่มีตัวแล้ว จะมีเงาได้อย่างไร? (4) ให้บอก "ทางออก" จากทุกข์ เช่น ให้ศึกษาปฏิบัติ "มรรคมีองค์แปด" เป็นต้น เพื่อนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ให้บังเกิดศีล สมาธิ และปัญญา สำหรับดำรงชีพบน "ทางสายกลาง" ซึ่งปลอดจากความเครียดและสามารถเยียวยาพฤติกรรมโกงได้ ส่งผลให้พ้นทุกข์ได้

การสร้างจิตสำนึกในรายการถ่ายทอดสดดังกล่าว ด้วยการสวมเสื้อยืดแสดงข้อความต่อต้านการโกง การแสดงท่าไขว้แขนบนหน้าอก การกำมือขวาชูนิ้วโป้งบนอกซ้าย ตลอดจนการร้องเพลงต่อต้านการโกงนั้น เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอนานวันเข้า จะกลายเป็น "ข้อเตือนใจ" ที่ซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึก กระตุ้นให้ต่อต้านการโกงต่อไปได้ไม่มากก็น้อย

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจำต้องมีมาตรการ "ป้องปราม" ด้วยการกำหนดและบังคับใช้ "กฎหมาย" ที่เฉียบขาดอย่างไม่เว้นหน้า เพื่อให้เป็น "กำแพง" ป้องกันมิให้คนโกงปีนข้ามไปโกงกินในบ้านเมือง

ทว่า กฎหมายหรือกำแพงก็คือระบบ ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีชีวิต คนย่อมฉลาดกว่าสิ่งไม่มีชีวิต สามารถค้นหาวิธีปีนข้ามกำแพงไปได้ ไม่ช้าก็เร็ว ดังกรณีนักโทษสองคนในคดีฆาตกรรม สามารถแหกคุกหลบหนีออกจากเรือนจำคลินตัน เมืองแดนเนอโมรา รัฐนิวยอร์ก สหรัฐ ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการมีระบบคุมขังที่เหนียวแน่นมั่นคงระดับสุดยอดของประเทศ นักโทษทั้งสองใช้เครื่องมือไฟฟ้าเจาะตัดผนังเหล็กกล้าเป็นช่องเล็ก แล้วมุดเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินที่เลี้ยวลดคดเคี้ยวออกไปยังท่อระบายน้ำที่มีฝาปิดนอกเรือนจำ ผู้คุมเรือนจำตรวจพบการแหกคุกเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2558 นี้

ดังเช่นนักโทษสองคนดังกล่าว คนโกงโดยสันดานระดับมืออาชีพและไร้ "หิริโอตตัปปะ" กำลังรอจังหวะให้ "โรดแม็พปฏิรูป" สิ้นสุดลง แล้วสมัครรับเลือกตั้ง ใช้อำนาจมืด มุดเข้าไปในสภาอันทรงเกียรติ ทำการโกงอย่างมันมือและหนักกว่าทุกครั้งในอดีต เพื่อชดเชยโอกาสโกงที่ขาดหายไปจากการปฏิรูปชาติบ้านเมือง

ตราบใดที่ยังไม่มีระบบหรือกฎหมายใดในโลกที่สามารถเยียวยาปัญหาโกงแผ่นดินได้อย่างฉมังขลังจริง รัฐบาลก็น่าจะพิจารณากำหนดมาตรการระยะยาวที่เจาะลึกเข้าไปในปัญหาดังกล่าว ดังนี้

1.ฝึกฝนเยาวชนให้มีค่านิยมใน "จิตนิยม" ในโรงเรียนและครัวเรือน คือ ส่งเสริมให้บุตรหลานชาวพุทธมีโอกาสได้เรียนรู้ปฏิบัติ "มรรคมีองค์แปด" ตามวัยอันควร ดังคติพจน์ที่ว่า "ไม้อ่อนดัดง่าย"

2.เสริมสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ให้เกิด "บรรยากาศการดำรงชีพ" หรือ "ค่านิยม" ที่เทิดทูน "ศีลธรรม จริยธรรม และคุณธรรม" หรือ "ลัทธิสัตว์ประเสริฐ" ตามคำสอนในศาสนาโลก มิใช่บูชา "วัตถุเงินทอง" หรือ "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" ตามแนวคิดของทุนนิยมที่ "ไร้จิตสำนึก" ในธรรมะดังกล่าว

3.ยกระดับกรมการศาสนาให้เป็น "กระทรวงการศาสนา" เพื่อทำหน้าที่ฟื้นฟูวัดวาอารามทั่วประเทศให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่หมด โดยมุ่งทำการปฏิรูป "วัดพุทธพาณิชย์" ให้เป็น "วัดพุทธ" ขนานแท้ และพร้อมที่จะเป็นศูนย์รวมของชุมชนสำหรับ (1) เรียนรู้พระธรรมกับวัฒนธรรม (2) แสดงจิตอาสาช่วยทำนุบำรุงรักษาวัดให้สะอาดงดงามปลอดจากอิทธิพลทางการเมือง (3) จัดงานตามประเพณีนิยมอันดีงาม (4) เรียนรู้ปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง (5) เสริมสร้าง "จิตนิยม" แทน "วัตถุเงินทองนิยม" ซึ่งก่อให้เกิดวัฒนธรรมอุบาทว์ของการบริโภคล้นเกินและการอวดมั่งอวดมี เพียงเพื่อไม่ให้น้อยหน้าผู้อื่น

นอกจากมาตรการระยะยาวแล้ว รัฐบาลน่าจะมีมาตรการเด็ดขาดสำหรับจัดการกับ "ผู้ให้สินบน" แก่เจ้าหน้าที่ ด้วยการบัญญัติและบังคับใช้กฎหมายที่ลงโทษ "ผู้ให้และผู้รับสินบน" อย่างเช่นคดีอุกฉกรรจ์ทั้งหลาย คือ "เชือดคอไก่ให้ลิงดู" เพื่อให้เกิดความขยาดกลัวไม่คิดอยากโกงกันอีก

ตัวอย่างมาตรการเด็ดขาดหนึ่งเกิดขึ้นที่ฝ่ายการจราจร รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา หน่วยงานนี้เคยติดป้ายประกาศโทษปรับ 250 เหรียญแคนาดา (1 ต่อ 27 บาท) สำหรับผู้ไม่พิการที่จอดรถในที่สำรองไว้สำหรับผู้พิการ แต่ก็มีการฝ่าฝืนกฎหมายข้อนี้บ่อย โดยเฉพาะ ณ ที่จอดแห่งหนึ่ง จึงเปลี่ยนป้ายประกาศเพิ่มโทษปรับเป็น 2,500 เหรียญ ปรากฏว่าการฝ่าฝืนหายวับไปทันที

การโกงเงินของแผ่นดินคือการขโมยเงินโดยชอบธรรมของปวงชน และการละเมิดความไว้วางใจที่ปวงชนได้มอบอำนาจบริหารชาติบ้านเมืองไว้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ส่งผลให้ปวงชนที่ยากไร้ ไม่ได้รับการบริการจากรัฐโดยชอบธรรม ด้วยขาดเงินแผ่นดินที่ถูกโกงไป นับเป็นอาชญากรรมที่ฝ่ายตุลาการในหลายประเทศพิจารณาเห็นว่า เป็นความอาญาขั้นอุกฉกรรจ์ สมควรรับโทษถึงขั้นประหารชีวิต เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่คนที่คิดจะโกงแผ่นดินต่อไป

การปราบปราม "วัฒนธรรมโกงแผ่นดิน" เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจัง เฉียบขาด และรอบคอบ มิฉะนั้น รัฐบาลจะเสียเวลา เสียทรัพยากรเปล่าๆ ข้อสำคัญ ปวงชนจะหมด "ศรัทธา" ในผู้บริหารชาติบ้านเมือง

ปรมาจารย์ขงจื้อ ปราชญ์แห่งการปกครอง เตือนไว้ว่า  "ศรัทธา" ของปวงชน มีอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่าคลังอาหารหรือกองทัพของปวงชน คือ ชาติบ้านเมืองจะดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอน หากปวงชน "หมดศรัทธา" ในผู้บริหารชาติบ้านเมือง

"จิตสำนึกไทยไม่โกง" จะสำเร็จเป็นรูปธรรมได้นั้น รัฐบาลจำต้องมีและดำเนินการตาม "แผนปฏิบัติการที่สมบูรณ์แบบ" ซึ่งเจาะลึกเข้าไปในจิตใจของคนโกง เสริมสร้าง "ค่านิยม" ของ "ลัทธิสัตว์ประเสริฐ" ชี้ให้เห็นมหันตภัยของ "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" ในขณะที่ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านคนโกงด้วยการลงมือ  "เชือดคอไก่ให้ลิงดู" เพื่อรักษา "ศรัทธา" ของปวงชนและเอกราชของชาติไว้อีกนานแสนนาน.

Wednesday, June 10, 2015

ผู้มาเยือน

โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com


ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Visitor (2008) “ผู้มาเยือน” มีเนื้อหาสาระสะท้อนสังคม เผยวิถีชีวิตที่ไม่ค่อยได้ชมกันนัก ผสมผสานด้วยอารมณ์โรมานซ์เล็กน้อย ดูแล้ว น้ำตาคงไม่ถึงขนาดหยดออกจากเบ้าตา แต่อาจไหลลึกอยู่ในหัวใจ นับเป็นภาพยนตร์ที่หาดูได้ยากเรื่องหนึ่ง

“ผู้มาเยือน” เปิดฉายในปี 2551 มีความยาว 105 นาที (PG-13) กำกับการแสดงโดยทอม แมคคาร์ธี่ ผู้มีผลงานดีเด่นมาแล้วในเรื่อง The Station Agent “ผู้มาเยือน” ทำเงินจากโรงฉายได้ 9.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 295 ล้านบาท)

ขอเล่าเรื่อง “ผู้มาเยือน” สู่กันฟัง พอหอมปากหอมคอ เพื่อจะได้มีฐานสำหรับทำความเข้าใจกับสาระอันน่าสนใจของภาพยนตร์

“ผู้มาเยือน” เป็นภาพยนตร์ชีวิตที่ไม่มีพระเอกหนุ่มหล่อหรือนางเอกสาวสวยอย่างภาพยนตร์ชีวิตทั่วไป พระเอกแสดงโดยริชาร์ด เจนกินส์ ดารารุ่นเก่า รับบทบาทเป็นพ่อหม้ายวัย 52 ปี สอนวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ที่วิทยาลัยคอนเนคติคัต อยู่ห่างจากมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยรถส่วนตัวราว 1 ชั่วโมง 45 นาที

พ่อหม้ายอาจารย์ ดร.วอลเตอร์ เวล เป็นคนค่อนข้างอนุรักษนิยม แต่ก็ปรับเปลี่ยนใจได้เสมอ ตามที่ตนเห็นควร ภายหลังภรรยายล้มป่วยแล้วจากไป อาจารย์ก็หันมาฝึกเรียนเล่นเปียโนคุณภาพสูงราคาแพงของเธอ ด้วยใจระลึกถึงเธอ ฝึกเรียนกับครูสตรีวัยเดียวกันได้สักพัก ก็ไปลงเอยในรูปแบบที่ไม่ได้ตั้งใจไว้

ชีวิตการสอนของอาจารย์ค่อนข้างจำเจ น่าเบื่อหน่าย หมุนเวียนใช้คำบรรยายเก่าเก็บซ้ำซาก ไร้ชีวิตชีวา โดยมักยืนบรรยายและใช้โสตทัศนูปกรณ์บ้าง ส่วนนิสิตก็นั่งฟังด้วยความเบื่อหน่ายเซ็งสุดๆ ทั้งอาจารย์และนิสิตต่างมีอาการซังกะตาย ต่างทำหน้าที่ใช้เวลาให้ผ่านไปกับการสอนการเรียน เอาตัวรอดไปวันๆ

วันหนึ่ง คณะเศรษฐศาสตร์ได้ขอให้อาจารย์เดินทางไปมหานครนิวยอร์ก เพื่อร่วมประชุมทางวิชาการและแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ข้อหนึ่งของอาจารย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งติดขัดไปไม่ได้ อาจารย์ปฏิเสธคำขอทันที แต่หัวหน้าคณะยืนยันหนักแน่นให้ไป โดยให้อ่านบทปาฐกถาที่เจ้าของทฤษฎีได้เขียนไว้แล้ว ในที่สุด อาจารย์ก็จำยอมไป

ในมหานครนิวยอร์ก อาจารย์มีอพาร์ตเมนต์ที่ซื้อไว้นานแล้ว เมื่อสมัยยังเรียนหนังสืออยู่ ปัจจุบัน นานๆ ครั้งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อาจารย์จะขับรถจากวิทยาลัยที่ตนสอนอยู่ไปนอนค้างคืนที่บ้านแห่งที่สองนี้ เพื่อชมละครบรอดเวย์หรือฟังคอนเสิร์ตยอดนิยมในวันรุ่งขึ้น ทว่า การไปเยือนบ้านตัวเองครั้งนี้ อาจารย์ไปพบจุดเปลี่ยนชีวิตตน อย่างที่มิได้คาดฝันมาก่อน

เมื่อไขกุญแจประตูบ้านแล้วก้าวเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ อาจารย์สังเกตเห็นแสงไฟสาดออกมาจากห้องน้ำอย่างผิดปกติ พอแง้มประตูห้องน้ำออก ก็เห็นหญิงสาวผิวดำคนหนึ่ง กำลังแช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำ พอเธอเหลือบไปเห็นชายแปลกหน้ายืนจ้องดูตนอยู่ ก็ตกใจสุดขีด ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ คิดว่ามีคนร้ายมาทำมิดีมิร้าย เสียงร้องกรี๊ดทำให้แฟนหนุ่มของเธอวิ่งออกจากห้องนอน แสดงท่าทุบตีอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของบ้าน ส่วนอาจารย์ก็ทำท่าปกป้องตัวเองเป็นพัลวัน

เมื่อความโกลาหลสงบลง อาจารย์เริ่มชี้แจงแสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มรู้จักกัน ดูเหมือนว่า ผู้ดูแลอาคารอพาร์ตเมนต์หยิบกุญแจผิดห้องให้กับหนุ่มสาวคู่นี้ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ไม่รู้ประสีประสา ทำให้พลัดเข้าไปอยู่ในบ้านของอาจารย์ จะโดยบังเอิญหรือไม่ ก็ตาม

ในแต่ละวัน หลังการประชุมทางวิชาการช่วงเช้า อาจารย์มักไปเดินเล่นที่สวนหย่อนใกล้ๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เลยได้พบเห็นคนผิวดำกลุ่มหนึ่ง กำลังตีกลองตามศิลปวัฒนธรรมตนอย่างสนุกสนาน เสียงกลองดังกึกก้องระทึกใจยิ่ง ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินผ่านไปมา ชายหนุ่มเชื้อสายอาหรับ ผู้เป็นแฟนและอยู่ด้วยกันกับหญิงสาวผิวดำในอพาร์ตเมนต์ตน ก็ร่วมวงตีกลองอยู่ด้วย

ต่อมา อาจารย์ทดลองนั่งตีกลองของชายหนุ่มที่อพาร์ตเมนต์ดู ปรากฏว่า บังเกิดความเสน่หาในดนตรีศิลป์แห่งกลองขึ้นมา ชายหนุ่มก็สอนเทคนิคตีกลองและซื้อหากลองใบใหม่มาให้อาจารย์ฝึกฝน เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นค่าเช่าบ้าน

วันหนึ่ง ขณะที่ชายหนุ่มกับอาจารย์กำลังอุ้มกลองคนละใบ และพยายามก้าวผ่านด่านเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน หลังจากที่ได้ชำระค่าโดยสารแล้ว ในจังหวะนั้น ตำรวจนอกเครื่องแบบสองนายตรูกันเข้าไปที่ชายหนุ่มทันที และขอดูบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐ แต่ชายหนุ่มไม่มีบัตร เนื่องจากได้เข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย จึงถูกจับกุมตัวไปคุมขังที่สถานีตำรวจทันที

อาจารย์รีบตามไปขอประกันตัวชายหนุ่ม แต่ตำรวจปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่าเป็นกรณีเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย หากให้ประกันตัวแล้วก็อาจหายตัวได้ อนึ่ง ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ได้เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในมหานครนี้ ตึกระฟ้าฝาแฝดโด่งดังสองหลังชื่อเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกชาวอาหรับหลายคนขับเครื่องบินพาณิชย์สองลำ ชนถล่มจนทรุดหายไป ส่งผลให้ผู้คนในตึกตายทันทีร่วมสามพันคน

แม้ว่าอาจารย์ได้ลงทุนจ้างทนายความไว้ แต่ทนายกลับไม่สามารถแบ่งปันเวลาไปต่อสู้คดีได้ทันกาล ในที่สุด ชายหนุ่มถูกย้ายไปกักขังอยู่ในเรือนจำห่างไกลอย่างรวดเร็ว เพื่อรอการเนรเทศต่อไป ส่วนแฟนสาวต้องรีบย้ายออกจากอพารต์เมนต์ เพราะไม่มีบัตรประจำตัวเช่นกัน

แม้ได้พยายามวิ่งเต้นช่วยชายหนุ่มด้วยตนเองที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหลายครั้ง ในฐานะที่มีสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด อาจารย์ก็พบแต่การปฏิสัมพันธ์ที่เยือกเย็นอย่างยิ่งจากเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่หลังช่องหน้าต่าง จนอาจารย์ระเบิดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวโกรธกริ้วอย่างสุดขีด ส่งเสียงตะโกนดังลั่นใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ยอมรับรู้และไม่ยอมเข้าใจอะไรทั้งสิ้น โดยถือว่าตนมีหน้าที่ที่จักต้องทำตามระบบระเบียบกฎเกณฑ์ที่มีอยู่เท่านั้น

พฤติกรรมโกรธกริ้วสุดขีดของอาจารย์ นั้น ส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกที่ว่า สังคมที่อาจารย์กำลังใช้ชีวิตเผชิญหน้าอยู่ทุกวันนี้ จริงๆ แล้ว ช่างใจดำอำมหิต ไร้ความชอบธรรม ไร้มนุษยธรรม โดยสิ้นเชิงมาตลอด

อาจารย์มองว่า ชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ คือมนุษย์ปุถุชนทั่วไป แม้ว่าชายหนุ่มได้ทำผิดกฎหมายเข้าเมืองจริง แต่ก็มิใช่อาชญากรเลวร้ายอย่างคนที่ปล้นฆ่าประชาชน จึงน่าจะให้รับโทษาณุโทษตามควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวชายหนุ่มเองก็ถูกทุนสามานย์ในบ้านเกิดตน เอารัดเอาเปรียบ ยึดอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวตนไปอย่างไม่ชอบธรรม จนต้องลี้ภัยทางเศรษฐกิจไปอยู่สหรัฐ

ภาพชีวิตจริงน่าสลดใจที่ระเบิดอยู่ต่อหน้านี้ ส่งผลให้อาจารย์ต้องค้นหา “ความหมาย” ในชีวิตตนใหม่หมด โดยเฉพาะชีวิตการเป็นอาจารย์อันทรงเกียรติและสอนอยู่ในระดับอุดมศึกษามานาน

บัดนี้ อาจารย์เริ่มมองเห็น “ความกรวง” ของชีวิตตนและของสังคม ซึ่งโดยแก่นแท้แล้ว ผูกพันอยู่กับเศรษฐกิจล้วนๆ เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ใจดำอำมหิต ตัวใครตัวมัน ไร้ความชอบธรรม ไร้มนุษยธรรม และสามารถเนรเทศชายหนุ่มให้กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนที่ผูกพันอยู่กับเศรษฐกิจล้วนๆ เช่นกัน

ฝีมือกำกับยอดเยี่ยมของนายแมคคาร์ธี่ ได้ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ผู้กอปรด้วยศีลธรรมจริยธรรมของอาจารย์ออกมาอย่างมีศิลป์และด้วยความละเอียดอ่อนยิ่ง เมื่อมารดาแม่หม้ายทรงเสน่ห์เชื้อสายอาหรับของชายหนุ่ม ได้ขึ้นเครื่องบินจากมลรัฐอื่นมาตามหาบุตรถึงบ้านอาจารย์ ด้วยความห่วงใยที่จู่ๆ ก็เงียบหายไปนาน

ทั้งมารดาของชายหนุ่มกับอาจารย์มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสองในอพาร์ตเมนต์อยู่หลายวัน ทั้งนี้ ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีงามยิ่งจากเจ้าของบ้าน โดยอาจารย์มิได้ล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของมารดาชายหนุ่มแต่ประการใด

ช่วงท้ายของภาพยนตร์แสดงภาพอาจารย์นั่งตีกลองอยู่ในสวนหย่อนใจ บางครั้งก็ภายในชานชาลารถไฟฟ้าใต้ดิน ทั้งนี้ แสดงว่าอาจารย์ได้ละทิ้งอาชีพงานสอนอันทรงเกียรติโดยสิ้นเชิง หันมาใช้ชีวิตอิสระ ระบายความหดหู่ใจด้วยการตีกลองอย่างชายหนุ่มที่ถูกเนรเทศ ในขณะเดียวกัน ก็ใช้มาตรการอารยะขัดขืน คือ ไม่ทำการอื่นใดที่จะเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจในสังคมอีกต่อไป

ภาพยนตร์เรื่อง “ผู้มาเยือน” นี้ ให้คติน่าคิดว่า ชีวิตอันทรงเกียรติ อุดมด้วยปัจจัยสี่ และสะดวกสบาย นั้น จะมี “ความหมาย” อันใด เมื่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเดียวกันอย่างชายหนุ่ม ผู้มีส่วนเกื้อกูลและรับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจในสังคม ด้วยการทำงานสุจริตเลี้ยงชีพ อุดหนุนสินค้าบริการ ตลอดจนชำระภาษีอากร กลับถูกค่านิยมในวัตถุเงินทองอันเห็นแก่ตัว บดขยี้ทิ้งราวกับเศษขยะชิ้นหนึ่ง


โจทย์ของ "ผู้มาเยือน" คือ ความเป็นมนุษย์เยี่ยง "สัตว์ประเสริฐ" ของพระบรมศาสดาโลก ยังมีหลงเหลือจริงๆ อยู่ในสังคมปัจจุบันอีกเท่าใด?

จีวรร้อน

โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com


ยุคโลกาภิวัตน์เป็นยุคของ "วัตถุเงินทองอำนาจ" อย่างแท้จริง 

นับเป็นยุคที่มีแต่ความร้อน ร้อนจากการผลิตวัตถุเสนอบริการที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล ร้อนจากภาวะโลกร้อนที่มาจากการผลิตบริการ ร้อนจากการแข่งขันกันเสนอขายวัตถุบริการให้กับผู้บริโภค ร้อนจากกิเลสตัณหาของผู้บริโภคที่ซื้อหาวัตถุบริการทั้งที่เป็นและไม่เป็นปัจจัยสี่ ตลอดจนร้อนจากการแข่งขันกันคิดพูดทำเพื่อให้ได้มาซึ่ง "วัตถุเงินทองอำนาจ"

ความร้อนเหล่านี้กำลังแผ่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในไทย ซึ่งมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาช้านาน กระนั้นก็ตาม ชาวพุทธไทยและแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ ต่างก็ถูกไฟอันร้อนแรงของ "วัตถุเงินทองอำนาจ" ลวกมาแล้ว ไม่มากก็น้อย

"พระธรรม" สอนชาวพุทธให้ใช้วิถีชีวิตแบบ "มัชฌิมาปฏิปทา" มี "ความประพฤติสายกลาง" ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ตาม "มรรคมีองค์แปด" เพื่อฝึกฝนตนให้มีความมั่นคงในศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งมีอานุภาพต่อต้านความร้อนดังกล่าวได้

อนิจจา ชาวพุทธไทยปัจจุบันจำนวนมาก นับถือพุทธแต่ปากกับมือ จิตไม่ได้อยู่กับพระธรรม จิตจึงนำกายให้พูดทำตามอารมณ์ ตามความพอใจ ซึ่งผันแปรอย่างน้ำขึ้น-น้ำลง ไม่นิ่งอยู่ใน "ความสมดุล" ของ "เหตุผลกับอารมณ์" ที่น่าสลดใจยิ่ง พระบางรูปก็ไม่นิ่งอยู่ใน "ความสมดุล" เช่นกัน

การไม่ได้นิ่งอยู่ใน "ความสมดุล" นี้ คือสาเหตุสำคัญข้อหนึ่งของ "จีวรร้อน" ที่ร้อนก็เพราะพระบางรูปกำลังถูกกล่าวหาว่าทำผิดข้อบัญญัติทางธรรมและทางโลก ยังความเสื่อมเสียต่อพระดีๆ ด้วย

ในการนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะประธานกรรมการปกป้องพิทักษ์กิจการพุทธศาสนา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ "จับตาเส้นทางปฏิรูป : พิมพ์เขียวปฏิรูปพระพุทธศาสนา" ออกอากาศวันที่ 2 มิถุนายน 2558 ทางโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยระบุ 4 ประเด็นใหญ่ที่พึงทำการปฏิรูปดังจะได้เสนอพร้อมข้อสังเกตส่วนตัว ดังนี้

1.การบริหารเงินในวัด สังเกตได้ว่า เมื่อเข้าวัด บรรดาอุบาสก อุบาสิกา มักบริจาคถวายเงินทองให้กับวัดและพระด้วยจิตศรัทธา ในบางโอกาส การบริจาคได้ก่อให้เกิดการไหลเทของเงินเข้าวัดอย่างมากมายรวดเร็วเกินคาด จนกรรมการวัดหรือพระมิอาจทำบัญชีรับเงินได้อย่างถูกต้องทันกาล ในกรณีที่ทำบัญชี ก็ทำแบบเงียบๆ ไม่เปิดเผย ไม่โปร่งใส และไม่ยอมให้มีการตรวจสอบบัญชีจากนักสอบบัญชี ส่งผลให้เกิดข้อกังขาในพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในวัด

ฉะนั้น ผู้มีจิตศรัทธาบางท่านที่มีความรังเกียจต่อการบริหารเงินในวัด ย่อมไม่ปรารถนาเข้าวัดบูชาพระรัตนตรัย รู้สึกกราบนมัสการพระคุณเจ้าได้ไม่สนิทใจ และไม่ประสงค์เกื้อกูลกิเลสอกุศลในวัด ทั้งนี้ เพราะไม่ปรารถนาให้วัดพุทธกลายเป็น "วัดพุทธพาณิชย์" ผลก็คือ วัดดีๆ ก็พลอยวิบัติไปกับวัดเลวๆ ด้วย

ปรากฏการณ์ดังกล่าว กำลังเกิดขึ้นและ "เน่า" อยู่ในวัดหลายแห่ง หากปล่อยทิ้งไว้ ผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายอาจขออยู่ห่างวัดตลอดไป วัดก็จะกลายเป็นวัดร้าง เมื่อพระเลวมีรายได้จากเงินบริจาคลดลง ก็จะสึกออกมาเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง มีเงินมีทองที่แอบเก็บๆ ไว้ในขณะนุ่งห่มจีวรอยู่ พอจับจ่ายใช้สอยไปได้ตลอดชีวิต ส่วนสถาบันศาสนา ก็จะ "เน่า" ตามวัดเหล่านั้นไปด้วย โดยปริยาย

2.การขาดภาวะผู้นำ อาการ "เน่า" ในวัดสะท้อนให้เห็นความอ่อนแอขององค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลวัดพุทธทั่วประเทศ ชื่อว่า "มหาเถรสมาคม" (มส.) ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

นอกจากจะไม่จัดระเบียบให้วัดสะอาดปราศจากมลทินแล้ว มส.ปัจจุบันยังออกมาแสดงบทบาทในฐานะผู้มีทั้งอำนาจเด็ดขาดในการ "บริหารปกครอง" ศาสนกิจสงฆ์ และอำนาจสูงสุดในการ "พิพากษา" พฤติกรรมสงฆ์ จึงสามารถปกป้องคุ้มครองพระที่ทำผิดพระธรรมวินัยและตัวบทกฎหมาย ให้พ้นผิดพ้นมลทิน ราวกับว่าเป็นเหตุการณ์ในฝัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ กรณีของ "พระธัมมชโย" แห่งวัดธรรมกาย ที่ให้พ้นผิดข้อกล่าวหาและกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมอย่างน่าทึ่งและน่าสลดใจที่สุด ท่ามกลางความงุนงงในหมู่ชาวพุทธทั่วไปว่า นี่หรือ มส. "ผู้นำ" ปัจจุบันของพระพุทธศาสนาไทย?

ปัจจุบัน พระพุทธศาสนาไทยกำลังกลายเป็นศาสนาที่คุ้มครองอาชญากรให้พ้นเงื้อมมือกฎหมายบ้านเมืองแล้วหรือ? แล้วในอนาคต จะมิกลายเป็นศาสนาที่มีแต่อาชญากรเข้าไปมั่วสุมกันอยู่หรือ?

นอกจากนี้ มส.ปัจจุบันยังปล่อยให้มีการแต่งตั้งโยกย้ายพระสงฆ์องคเจ้าตามแต่พระสังฆาธิการจะโปรดปราน เชิง "เผด็จการ" ก่อให้เกิด "วัฒนธรรมการเมือง" ในหมู่สงฆ์ เพียบพร้อมด้วยการวิ่งเต้นแบ่งปันผลประโยชน์

โดยพระธรรมวินัยแล้ว การแต่งตั้งโยกย้ายพระเป็นหน้าที่ของ      พุทธบริษัทสี่ อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ร่วมกันพินิจพิจารณาอย่างเปิดเผย มีระบบระเบียบ และเป็นคณะบุคคลเชิง "ประชา ธิปไตย" เพื่อให้ได้พระดีมีพระธรรมวินัยมาทำหน้าที่ในวัดต่อไป

เมื่อ มส.ปัจจุบันปกครองคณะสงฆ์ตาม "วัฒนธรรมแห่งอธรรม" แล้ว พระที่แอบทำบัญชีทุจริต จะมีเวลาหรือจิตใจทำหน้าที่ของพระในการศึกษาพระธรรม เผยแผ่พระธรรม และภาวนาจิตตนเพียงใด? พุทธบริษัทสี่จะมีโอกาสเรียนรู้เข้าใจพระธรรม เกิดปัญญาของตนเอง จนสามารถดับกิเลสและแสดงธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย เพื่อจะได้ช่วยรักษาพระศาสนาตามที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายฝากฝังไว้ ได้อย่างไร?

3.การขาดกลไกรองรับพระธรรมวินัย สถาบันศาสนาขาดกลไกทำหน้าที่พินิจพิจารณาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการตีความพระธรรมวินัย ดังกรณีที่วัดธรรมกายให้พระเดินธุดงค์บนทางเท้าที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ นับเป็นการละเมิดพระธรรมวินัยและผิดวิถีชีวิตของพระ ซึ่งปวารณาตนไว้ว่า จะอยู่กับความยากจน สละแล้วซึ่งกิเลสตัณหา และงดแล้วซึ่งความพอใจในผัสสะทั้งปวง แต่ มส.ก็ยังห้าวหาญกล่าวในทำนองว่า รู้สึกมีบุญบารมีที่ได้เดินธุดงค์สัมผัสกลีบกุหลาบดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่า ท่านกล่าวด้วยอำนาจพระรัตนตรัย อำนาจมืดแห่งวัตถุเงินทอง หรืออำนาจวิเศษอื่นใดกันแน่

4.พระนิยมฝักใฝ่ทางโลก ปัจจุบันพระบางรูปนิยมเล่าเรียนวิชาทางโลก เพื่อรับวุฒิบัตรระดับปริญญาโทและเอกจากสถาบันสงฆ์อย่างออกหน้าออกตา โดยใช้งบแผ่นดินเรียนฟรีตลอดหลักสูตรหลายปี ฟรีหมดทุกรายการ คิดเป็นเงินหลายล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นการขัดพระธรรมวินัย ซึ่งให้พระสงฆ์ทำหน้าที่ศึกษาธรรมะ เผยแผ่ธรรมะ และภาวนาจิต เพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสารและสืบทอดพระพุทธศาสนา อีกทั้งเป็นการเล่าเรียนที่ซ้ำซ้อนกับเยาวชนฆราวาสที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว เพื่อประกอบอาชีพทางโลก

วันหนึ่ง อีกไม่นานเกินรอ พระเหล่านี้จะสึกออกมาประกอบอาชีพทางโลก เพื่อรับเงินเดือนค่าตอบแทนสูงๆ จากกิจการทางโลก โดยอาศัยวุฒิปริญญาโท-เอกที่ตนได้นุ่งห่มจีวรไปเล่าเรียนมาได้ฟรีๆ พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" หรือ "นกสองหัว" กันแน่?

นอกจากประเด็นทั้งสี่แล้ว กลุ่มพระที่เป็นฝ่ายเดียวกับพระที่ผิดพระธรรมวินัย ได้ออกมาโจมตีใส่ร้ายกรรมการปกป้องพิทักษ์กิจการพุทธศาสนาอย่างเลื่อนลอย เช่น กรรมการกำลังวางแผนเก็บภาษีพระ หาทางลงโทษพระในสถานหนัก ต้องการย้ายเจ้าอาวาสทุก 5 ปี เป็นต้น นายไพบูลย์ได้ปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสีที่ปราศจากความเป็นจริงทั้งสิ้น

กรณีผิดพระธรรมวินัยดังกล่าว สะท้อนให้เห็นการ "เน่า" ของสถาบันศาสนาที่เริ่มมาจาก "ภายใน" ซึ่งละม้ายคล้ายคลึงกับการ "ล่มสลาย" ของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จักรวรรดิโรมันเริ่มขึ้นในสมัยใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า เจริญรุ่งเรืองด้วยวิทยาการที่สร้างความเกรียงไกรสุดยอดให้กับกองทัพโรมัน แต่ก็มิวายต้องพบจุดอวสานด้วย "จิตวิญญาณ" ที่อ่อนแอลงของ "ผู้นำ" ที่ต้องการ "อำนาจ" เพื่อส่วนตัวมากกว่าเพื่อ "การอยู่ดีกินดี" ของชาวโรมัน

ทั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการสู้ทัพจับศึกภายในเพื่อ "ชิงตำแหน่งจักรพรรดิ" การแต่งตั้ง "จักรพรรดิไร้น้ำยา" ด้วยวัฒนธรรมการเมือง ตลอดจน "ความหมดศรัทธา" ของชาวโรมันในตัวผู้นำ

โดยที่ "สถาบันศาสนา" เป็นเสาหลักหนึ่งของชาติ มีหน้าที่หล่อหลอมจิตวิญญาณชาวไทยให้เป็นผู้มีจิตตื่นรู้ กอปรด้วยสติปัญญา สามารถขับเคลื่อนชาติไทยสู่ความเจริญทางสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างมีผลดี ตามที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในสมัยกรุงสุโขทัย ตลอดมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังเห็นได้จากพระพุทธรูปทรงสง่างามยิ่งที่หล่อด้วยทองคำแท้ล้วนๆ หลายองค์ และวัดวาอารามอันวิจิตรงดงามใหญ่โต ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมชุมชนสำหรับการศาสนกิจ การเรียนการสอน ตลอดจนการจัดงานเทศกาลตามประเพณีนิยมมาเป็นอย่างดี และเห็นได้จากการค้าขายที่เฟื่องฟูยิ่งกับนานาประเทศที่ส่งเรือบรรทุกสินค้ามาเทียบท่าที่เมืองสยามอย่างมากมายเป็นประวัติการณ์

ในการนี้ ขอให้ คสช.พิจารณาข้อเสนอแนะ 3  ข้อ ดังนี้1.ปฏิรูปโครงสร้างหน้าที่ของ มส.ใหม่หมด ให้มี 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหารศาสนกิจและปกครองสงฆ์ด้วยหลักนิติธรรม ฝ่ายนิติ บัญญัติออกกฎหมายลูกรองรับพระธรรมวินัย และฝ่ายตุลาการเพื่อตีความพระธรรมวินัยและพิพากษาตามกฎหมายลูก

2.ปฏิรูป พ.ร.บ.เกี่ยวกับ มส.ใหม่หมดให้ทันสมัย3.ปฏิรูปกรมการศาสนา โดยยกขึ้นเป็น "กระทรวงการศาสนา" เพื่อให้มีสมรรถภาพเหมาะสมกับการทำงานที่ละเอียดอ่อนและกว้างใหญ่ไพศาล โดยเฉพาะงานฟื้นฟูทำนุบำรุงวัดพุทธนับพันๆ แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์ชุมชนอย่างเช่นสมัยก่อน และงานดับ "จีวรร้อน" ซึ่งล้วนเป็น "งานช้าง" ที่ต้องอาศัย "ช้าง" เท่านั้น จึงจะสัมฤทธิผล

หากตั้งอยู่ในความประมาท จักรวรรดิโรมันจะกลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจที่สายเสียแล้ว.



ประชามติร่าง รธน.
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com



อนุสนธิข่าวไทยโพสต์ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 เกี่ยวกับประเด็นทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ที่รายงานว่า ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ไปแสดงปาฐกถาในสัมมนาเรื่อง "การเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ" โดยมี กมธ.ยกร่างฯ คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในร่าง กมธ.ยกร่างฯ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมสัมมนา เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2558 จังหวัดขอนแก่น โดยพาดหัวข่าวว่า

"'บวรศักดิ์' ลั่น เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อ 65 ล้านคน ไม่ใช่เพื่อนักการเมืองไม่ถึงพันคน ปลุกประชาชนอย่าฟังใคร-อย่าเชื่อไลน์ ท่านคือคำพิพากษาสุดท้าย กร้าว ทุกคนเกิดมาวันแรกไม่มีตำแหน่ง เมื่อเข้าโลงศพเหลือเพียงความเป็นพลเมืองเท่านั้น"

ดร.บวรศักดิ์ ในฐานะประธานยกร่างฯ น่าจะมีความภูมิใจที่ร่าง รธน. ได้รับการต้อนรับด้วยเสียงเกรียวกราว แม้จะมาจากจำนวนจิ๋วเดียวของ "พลเมือง 65 ล้านคน" และ "นักการเมืองไม่ถึงพันคน" ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพียงในบางส่วน มิใช่ทั้งหมดของร่าง รธน. เพราะการร่าง รธน.นี้ มิใช่เรื่องง่ายๆ อย่าง "ปอกกล้วยเข้าปาก" จริงๆ แล้ว มีผู้ใดบ้างที่สามารถยกร่าง รธน.ครั้งเดียวให้ถูกใจพระเดชพระคุณทั้งหลายได้หมด? หากมี ผู้นั้นก็น่าจะมีอุปนิสัยใจคอแบบฮิตเลอร์กระมัง?

ตรงกันข้าม หากยกร่างฯ แล้ว มีแต่คนนิ่งเฉย ไม่แสดงความเห็นอะไรทั้งสิ้น ดร.บวรศักดิ์กับคณะยกร่างฯ จะไม่รู้สึกหนาวบ้างเลยหรือ? ไม่กลุ้มใจมากกว่ามีคนแสดงความเห็นหรอกหรือ? เสียงเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยที่ผ่านมา ซึ่งอาจไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ใดนัก คือสัญญาณบ่งบอกการได้ใช้สิทธิ์แสดงความเห็นตามหลักการประชาธิปไตย มิใช่หรือ?

ดร.บวรศักดิ์อาจเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ได้ทุ่มเทกำลังกายกับกำลังใจอย่างหนักหน่วง เพื่อให้มีผลงานร่าง รธน. สวยงามออกมา แต่ก็มิวายถูกยกขึ้นวางบนเขียงให้นักการเมืองเข้าคิวใช้ปังตอสับเสียเละ โดยทำติดต่อกันอยู่ร่วมสัปดาห์ แบบไม่เว้นแม้กระทั่งวันสุดสัปดาห์ จน "เละ" ยิ่งกว่าหมูสับที่เขาใช้ทำบะช่อเสียอีก เสียงสับปังๆ แต่ละครั้งดังทะลุเข้าไปในหัวใจ ทำให้หัวใจห่อเหี่ยวชอบกล ก็เลยต้องเล่าแจ้งแถลงไขความในใจหน่อย ในทำนองว่า ที่ทำเนี่ยไม่ได้ทำให้พวกเธอเท่านั้นนะ ทำให้พลเมือง 65 ล้านคนย่ะ

เป็นอันว่า ทั้งฝ่ายยกร่างฯ และฝ่ายวิจารณ์ ต่างก็ได้แสดง "ความเห็น" ของตนออกมาทั่วถ้วน เจ๊ากันไป นับได้ว่าต่างก็ได้แสดงจิตวิญญาณประชาธิปไตยออกมาครบถ้วนตามกระบวนการ ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ คสช.กำลังใช้ ม.44 ดูแลความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมืองอยู่ แต่ความเห็นทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในกรอบของกฎหมาย หลักการ ตลอดจนเหตุผล ก็มิได้ถูกกดเก็บไว้ ดังเช่นเมื่อครั้งที่ถูกอำนาจเผด็จการในอดีตปกครองอยู่

ดร.บวรศักดิ์กล่าวต่อไปว่า "คนที่จะตัดสินว่าผ่าน-ไม่ผ่าน คือพ่อแม่พี่น้อง ท่านคือผู้พิพากษา ถ้าเกิดท่านบอกไม่เอา ผมก็กลับไปนอนบ้าน" ตามหลักประชาธิปไตย พลเมืองเป็นใหญ่ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะโหวตให้ร่าง รธน. ผ่าน-ไม่ผ่าน แต่หากจะให้พลเมือง 65 ล้านคน เป็น "ผู้พิพากษา" นั้น ดูออกจะรวดเร็วเกินไปหน่อย

พลเมืองเป็นใหญ่จริง แต่พลเมืองไม่จำต้องรู้เรื่องนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เก่งกาจไปหมดทุกคน โดยเฉพาะพลเมืองที่หาเช้ากินตอนดึก ตลอด 6 หรือ 7 วันต่อสัปดาห์ จะให้พลเมืองเหล่านี้ไปหาเวลา ทรัพยากร สำหรับไปติวเข้มวิชาดังกล่าวได้จากไหน? พลเมืองทั้งหลายจึงจำต้องยืนหยัดทำหน้าที่เป็น "ผู้ว่าจ้าง" หรือ "ลูกค้า" ของท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ซึ่งมีความเก่งกาจในเรื่อง รธน. ให้ทำหน้าที่เป็น "ผู้พิพากษา" แทน

ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า พลเมืองผู้มีสิทธิ์แสดงประชามติราว 45 ล้านคน (2550) ไม่ต้องไปแสดงประชามติ ตรงกันข้าม เมื่อถึงเวลา พลเมืองผู้มีสิทธิ์ก็ควรไปแสดงประชามติให้ผ่าน-ไม่ผ่าน ร่าง รธน. แรกนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลังจากที่ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายดังกล่าว ยอมร่วมกันทำการพิจารณากลั่นกรองแก้ไขปรับปรุงร่าง รธน. จนถึงระดับที่เห็นสมควรให้พลเมืองได้มีโอกาสไปสถานที่หนึ่งใด (หากมีเวลา) เปิดแง้มร่าง รธน. ฉบับพร้อมรับประชามติ ซึ่งได้รับการอาบน้ำปะแป้งลูบด้วยน้ำหอมเรียบร้อยแล้ว เพื่อพิจารณาในขั้นท้ายสุดว่า ตนจะ "พิพากษา" ให้ผ่านหรือไม่ผ่าน ประการใด ตามหลักประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันแสดงประชามติ พลเมืองส่วนหนึ่งที่ใจจริงไม่นิยมประชาธิปไตย แต่นิยมใส่หน้ากากประชาธิปไตยมาตลอด ก็อาจออกโรงต่อต้านร่าง รธน. ด้วยการออกโฆษณาหาเสียงหาพวกให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อไม่ให้ร่าง รธน.ผ่าน และจะได้ก่อกวนการปฏิบัติภารกิจของ คสช.ต่อไป โดยยอมเสี่ยงกับการละเมิดข้อห้ามต่างๆ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552

ในกรณีที่เกิดกรณีก่อกวนดังกล่าวจริง ก็แสดงว่า ประชาธิปไตยอาจมิใช่ "เนื้อคู่" ของไทย เนื่องจากมีกลุ่มนักการเมืองอาชีพที่มีความมุ่งมั่นต่อต้านกระบวนการประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ คสช.ได้ออกมาเสี่ยงชีวิตในยามวิกฤติหน้าสิ่วหน้าขวาน เพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมืองและประชาธิปไตย ท่ามกลางการประจัญบานระหว่างผู้ประท้วงแบบอหิงสาสันติ เพื่อขับไล่รัฐบาล และผู้ใช้อาวุธสงครามร้ายแรงต่อผู้ประท้วง ซึ่งเป็นการต่อต้านกระบวนการประชาธิปไตย ในลักษณะที่ส่อให้เห็นท่าทีเหยียดหยามเหยียบย่ำหลักการประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง

นอกจากนี้ ดร.บวรศักดิ์ยังเชิญชวนให้พลเมืองผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ใช้สติปัญญาในการแสดงประชามติ โดยให้ระลึกถึง "หลักเตือนใจ" ใน "กาลามสูตร" ของพระพุทธเจ้า เพื่อจะได้ "พิพากษา" ได้โดยเที่ยงธรรม ให้ร่าง รธน.ผ่านหรือไม่ผ่าน

ท่านพุทธทาสสอนไว้ว่า "หลัก (กาลามสูตร) นี้ เป็นการแสดงถึงความที่พระพุทธศาสนาให้ความเป็นอิสระ ในความเชื่ออย่างถึงที่สุด" คือ พระพุทธศาสนามีศรัทธาในศักยภาพของมนุษย์ ในการเลือก "ความเชื่อ" ที่ถูกต้อง ตามที่ตนได้พิจารณาด้วยสติปัญญาโดยเอกเทศ

ศรัทธาดังกล่าว ได้รับการรองรับจากผลการศึกษาวิจัยโดยนักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐ ที่พบว่า เด็กทารกวัย 5 เดือน และวัย 21 เดือน มี "ความรู้สำนึกในศีลธรรม" อยู่ในจิตใจ คือ รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ในขณะที่จิตใจยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ตามธรรมชาติ และปราศจากความรู้สึกนึกคิดผิดๆ ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในข้อพึงระวัง 10 ข้อ ใน "กาลามสูตร" ดังกล่าว

ท่านพุทธทาสย้ำว่า "ให้เชื่อการพิจารณาของตนเอง ว่า คำสอนเหล่านั้น เมื่อประพฤติ กระทำตามไปแล้ว จะมีผลเกิดขึ้นอย่างไร ถ้ามีผลเกิดขึ้น เป็นการทำตนเองและผู้อื่น ให้เป็นทุกข์ เดือดร้อน ก็เป็นคำสอน ที่ไม่ควรปฏิบัติตาม ถ้าไม่เป็นไป เพื่อทำตนเอง และผู้อื่นให้เดือดร้อน แต่เป็นไปเพื่อความสุข ความเจริญ ย่อมเป็นคำสอน ที่ควรทำตาม"

ตัวอย่างของการกระทำให้ตนและผู้อื่นเป็นทุกข์เดือดร้อน ได้แก่ กรณี "กมธ.ยกร่างฯ ยังดึงดัน แข็งขืน ดื้อดึงไม่ปรับแก้ แถมหาเหตุผลมาชี้แจงหักล้างไม่ได้" "ถึงวันนั้น คนอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งต้องการฉีกหน้า ตบหน้ารัฐบาล จะถือโอกาสใช้เวทีเหล่านี้ปลุกปั่นให้เกิดแตกแยก" และ "ถ้านักการเมือง กลุ่มการเมืองไม่ยอมรับต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เขาจะเอาฐานมวลชนออกมาคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่ ถ้าประชามติไม่ผ่าน ก็เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา.." ส่วนตัวอย่างการกระทำที่เป็นไปเพื่อความสุขความเจริญได้แก่ "ถ้า สปช.ลงมือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแล้ว บ้านเมืองก็จะได้ไม่วุ่นวาย ไร้แรงกระเพื่อมจากการทำประชามติ" ทั้งนี้ ตามที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. ได้ยกตัวอย่างไว้

ในตอนท้าย ดร.บวรศักดิ์ฝากข้อคิดไว้ว่า "ตนและทุกคนเกิดมาวันแรกไม่มีตำแหน่ง และวันที่เข้าโลงศพหรือวันตายนั้น ทุกคนก็ไม่ได้มีตำแหน่งเช่นกัน แต่จะเหลือเพียงแค่ความเป็นพลเมืองไทยเท่านั้น"

ข้อคิดดังกล่าว นับเป็นปรัชญาที่ล้ำลึกมาก แบบเดียวกับที่ปรมาจารย์เล่าจื้อสอนไว้ว่า ชีวิตคนเราเปรียบได้กับสายน้ำที่ไหลเทไปมาอยู่บนผิวโลก จนกระทั่งไปสู่จุดอวสานในมหาสมุทร คือ เกิดเป็นน้ำ ตายก็เป็นน้ำ และไม่มีสายน้ำใดสามารถนำปัจจัยหนึ่งใดจากผิวโลก ติดตัวไปที่มหาสมุทรได้เลย

ดูเหมือนว่า ผู้ที่พึงสดับฟังข้อคิดดังกล่าวของ ดร.บวรศักดิ์ให้ดี น่าจะเป็นคนที่ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศนานเสียจนไม่อยากกลับบ้านเกิดเมืองนอนอีกแล้วกระมัง?

พลเมืองเป็นใหญ่ได้ตามเจตนารมณ์ของ คสช.ก็ต่อเมื่อท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายที่มีหน้าที่ยกร่าง รธน. หรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่าง รธน. ต่างหันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกัน ทำการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงร่าง รธน.อย่างสุดความสามารถ เพื่อเสนอผลลัพธ์ที่ออกมาเป็น รธน.ฉบับประชามติ ต่อพลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งกำลังทำหน้าที่เป็น "ผู้ว่าจ้าง" หรือ "ลูกค้า" ของท่านผู้เกียรติดังกล่าวอยู่ โดยมีความหวังว่า ทุกท่านจะร่วมมือกันแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยความจริงใจ เพื่อความเจริญสุขของลูกหลานทั้งหลาย

หลักการสำคัญข้อหนึ่งของประชาธิปไตย คือ ทุกคนในระบอบนี้พึงรู้จักและร่วมใจกันทำหน้าที่รับผิดชอบของตนต่อชาติบ้านเมือง ด้วยการสลัดอัตตาออกไปจากตัวเอง แสดงคารวะธรรมต่อกัน และยอมน้อมนำเอา "กาลามสูตร" มาประยุกต์กับตัวเองด้วย มิใช่หรือ?.

Friday, May 15, 2015




พลเมืองเป็นใหญ่

โดย 


ไม่ว่าใครจะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรๆ ก็ไม่มีวันได้รธน.แบบที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า “กระสุนเงิน” (ซิลเวอร์บูลเลต silver bullet)


รธน.ยิ่งเขียนก็ยิ่งยุ่งยาก ยิ่งไปกระทบปัจจัยต่างๆ ได้ เช่น กระทรวงทบวงกรม พรรคการเมือง ตลอดจนพลเมืองปวงชน เป็นต้น ส่งผลให้รธน.ที่บรรจงเขียนด้วยเจตนาดี กลับกลายเป็นเรื่อง “ทำคุณบูชาโทษ” ได้

ผลกระทบต่อกระทรวงทบวงกรมปรากฏขึ้น เมื่อคณะผู้พิพากษาศาล รวม 427 คน ได้ออกมาคัดค้านมติของกมธ.ยกร่างฯ ที่ให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม จากตัวแทนฝ่ายการเมืองที่เดิมมีอยู่ 2 คน เป็นอย่างน้อย 1 ใน 3 ว่า มติดังกล่าวทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษา กลายเป็นการทำลายศาลยุติธรรม มิใช่ปฏิรูปศาลยุติธรรมให้ดีขึ้น

ผลกระทบต่อพรรคการเมืองปรากฏขึ้น เมื่อนักการเมืองพรรคหนึ่งวิจารณ์ที่มาของ ส.ว.ในร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่เขาเลือกคนของเขาขึ้นมาก่อนแล้วให้ประชาชนเลือกคนที่เขาได้เลือกขึ้นมาไว้อีกทีหนึ่ง และยืนยันว่ารับไม่ได้ เพราะถอยหลังสุดคลอง

ส่วนผลกระทบต่อพลเมือง นั้น เห็นได้จากการให้ “พลเมืองเป็นใหญ่” โดยให้พลเมืองมีองค์กรอย่าง “สมัชชาพลเมือง” ตรวจสอบการดำเนินงาน การใช้จ่ายเงินแผ่นดิน การจัดซื้อจัดจ้างโดย “ผู้มีอำนาจ” รวมทั้งการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ตลอดจนผู้สมัครรับเลือกตั้ง

การตรวจสอบหรือ “จับผิด” โดยมุ่งหมายให้ผู้มีอำนาจทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง เปรียบได้กับ “ดาบสองคม” ที่ฟาดฟันได้ทั้งผู้ตั้งใจทำงานด้วยความสุจริตและผู้ตั้งใจทุจริต ผลข้างเคียงคือคนสุจริตจะทำงานไม่สำเร็จ เพราะต้องคอยปกป้องชี้แจงตอบคำถามที่มีท่าทีไม่ไว้เนื้อเชื่อใจจากพลเมือง

ส่วนคนทุจริตจะยังสามารถโกงกินชาติได้สำเร็จ เพียงใช้เล่ห์เหลี่ยมในการกล่อมหรือลดแลกแจกแถมให้พลเมือง แถมโปรยยิ้มสร้างความสนิทสนมไว้ จนพลเมืองกลายเป็นเครือญาติกับผู้มีอำนาจและกอดคอปรองดองกันอย่างหวานซึ้ง ในที่สุด พลเมืองก็กลายเป็นแมวน่ารักแสนเชื่อง แต่อนิจจาจับหนูไม่เป็นเสียแล้ว

การจับผิดผู้มีอำนาจที่ทำทุจริตเพื่อตัวเอง นั้น น่าจะให้ฝ่ายนิติรัฐนิติธรรมเป็นผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพและมีอุปกรณ์ทันสมัยสำหรับจับกุมผู้มีอำนาจที่ประกอบ “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจของชาติ” อยู่แล้ว จะมัววุ่นวายไปไย?

“อาชญากรรมทางเศรษฐกิจของชาติ” คือ โจรกรรมที่นานาชาติถือว่าบ่อนทำลายชาติบ้านเมืองอย่างร้ายแรงยิ่ง ประเทศหนึ่งที่ได้ทำการตรวจสอบผู้มีอำนาจที่ร่ำรวยล้นฟ้าท้ามหาสมุทรอย่างผิดปกติภายในเวลารวดเร็วปานฟ้าแลบเสมอมาได้แก่สาธารณะประชาชนจีน

ในปี 2557 รัฐบาลจีนได้ส่งรายชื่อผู้ได้รับการฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยข้อหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ราว 150 รายไปให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา พร้อมกับขอความร่วมมือในการจับกุมผู้ต้องหาเหล่านี้ ส่งกลับไปเข้ากระบวนการยุติธรรมที่จีน นับเป็นการไล่ล่าแบบสุดขอบฟ้ากันทีเดียว ผู้ได้รับคำพิพากษาว่ามีความผิดจริงจะถูกนับเป็นศัตรูของแผ่นดินที่ละเมิดความเป็นใหญ่ของพลเมือง มีสิทธิ์รับโทษขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิต

หากต้องการให้ “พลเมืองเป็นใหญ่” ด้วยความจริงใจ รธน.น่าจะมีบทบัญญัติปกป้องคุ้มครองส่งเสริมสนับสนุนให้พลเมืองมีสิทธิ์รวมตัวกันด้วยจิตอาสา ระดับ “รากหญ้า” ในหมู่บ้านหรือตำบล แล้วแต่ความเหมาะสม ทั่วประเทศ เพื่อพิจารณากำหนดวิถีทางใน “การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจในชุมชนตน” ทั้งนี้ โดยได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ในการให้คำปรึกษาแนะแนวและข้อมูลความรู้ทันสมัยที่จำเป็นสำหรับการก่อตั้ง การกำหนดโครงสร้างหน้าที่ การดำเนินงาน ฯลฯ เพื่อกลุ่มจะได้นำไปพิจารณาตัดสินใจด้วยความรอบรู้ในงานพัฒนาชุมชนตนต่อไป

ขอเรียกกลุ่มรากหญ้านี้ว่า “สภาพลเมือง” สภานี้มีความเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะจากกลุ่มที่มีชื่อเดียวกัน 

“สภาพลเมือง” มีความเป็นเอกเทศ มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งทาง “สังคมเศรษฐกิจ” ในชุมชนตน เช่น ให้พลเมืองมีความรู้ทักษะทัศนะคติในการเป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของในหลวง และค่านิยมหลัก 12 ประการของแผ่นดิน มีความรู้ทักษะทันสมัยกับทัศนะคติเหมาะสมสำหรับรองรับวิชาชีพใหม่ๆ ที่ยั่งยืน รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ขจัดแหล่งอบายมุข ผันทรัพยากรชุมชนให้เป็นแหล่งรายได้ อนุรักษ์นิเวศวิทยา ใช้ทรัพยากร ธรรมชาติกับพลังงานอย่างชาญฉลาด เป็นต้น ทั้งนี้ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหนึ่งเดียว

ในระยะแรก หน่วยราชการจักต้องทำการประชาสัมพันธ์อย่างหนักหน่วง เพื่อให้ชุมชนมีความเข้าใจ ความคุ้นเคย และความกล้าที่จะรับ “สภาพลเมือง” มาเป็น “วัฒนธรรมชุมชน” ของตน ต่อมา ชุมชนใดที่ได้ก่อตั้งสภานี้แล้ว และประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นตัวแบบหรือแรงดลใจให้กับชุมชนอื่นที่ยังรอดูผลลัพธ์อยู่

เมื่อได้ลงรากฐานในชุมชนแล้ว “สภาพลเมือง” ในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะกลายเป็นกลไกถ่วงดุลกับ “สภาผู้แทนราษฎร” ที่เป็น “ผู้แทน” ของพลเมืองผู้เป็นเจ้าของอธิปไตย คือ หลังเลือกตั้ง นักการเมืองสามานย์อาจเล็ดลอดระบบคัดสรรเข้าไปนั่งโกงกินขายชาติบ้านเมืองในรัฐสภาอันทรงเกียรติอีก ในภาวะเช่นนี้ “สภาพลเมือง” จะช่วยบรรเทาบทบาทบริหารชาติบ้านเมืองของรัฐสภา ด้วยการกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางสู่พลเมืองท้องถิ่น ในขณะที่ชุมชนท้องถิ่นทำการพัฒนาชุมชนของตน ด้วยตนเอง และเพื่อตนเอง ตามหลักการประชาธิปไตย

“สภาพลเมือง” จะปลดแอกให้พลเมืองเป็นอิสรเสรีทางสังคมเศรษฐกิจ ไม่แบมือรับอะไรต่อมิอะไรตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาลโกงกินขายชาติ ไม่เป็นเหยื่อโครงการลดแลกแจกแถมของนักการเมืองสามานย์ และไม่มีเงื่อนไขที่ผูกมัดตนให้ไปใช้เวลาสี่วินาทีหย่อนบัตรเลือกตั้งให้นักการเมืองไปโกงกินขายชาติอีก ทั้งนี้ พลเมืองจะได้เริ่มดำเนินวิถีชีวิตแบบ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และมี “ภูมิคุ้มกัน” ทั้งทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจต่อไป

“สภาพลเมือง” ก็ดี รธน.ก็ดี ต่างก็เป็นระบบกลไกที่เปรียบได้กับ “ขวดเหล้าใหม่” ซึ่งไม่ว่าจะสมบูรณ์หรือไม่เพียงใด ก็มิอาจอำนวยประโยชน์อันพึงประสงค์เท่าที่ควร หาก “เหล้าใหม่” หรือ “พลเมืองเป็นใหญ่” ที่บรรจุเข้าไป ยังไม่พร้อมที่จะเป็นใหญ่ คือ ยังไม่มีจิตวิญญาณอันกอปรด้วยศีลธรรม จริยธรรม และคุณธรรม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนกลไกประชาธิปไตยอย่างมีผลดี ในที่สุด เราก็จะได้แต่ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” อย่างเดิมๆ แล้วจะมีประโยชน์อันใด?

ฉะนั้น เพื่อให้ “พลเมืองเป็นใหญ่” เป็น “เหล้าใหม่ในขวดใหม่” เราน่าจะทำการปฏิรูปสังคมอย่าง “กว้างและลึก” กว่าที่ทำอยู่กับสี่กระทรวง คือ พัฒนาสังคมฯ สาธารณสุข ศึกษาธิการ และเทคโนโลยีฯ

ในการนี้ เราน่าจะให้ “กระทรวงวัฒนธรรม” ได้เข้าไปมีส่วนร่วมประสานงานกับทั้งสี่กระทรวงดังกล่าว เพื่อให้พลเมืองในข่ายสี่กระทรวงนี้ ได้เข้าถึงแหล่งที่มีองค์ความรู้สำหรับเสริมสร้าง “จิตวิญญาณ” ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์รธน.ได้อย่างยั่งยืน

พลเมืองย่อมมีศักยภาพที่จะปรับปรุงตนให้เก่งกาจยิ่งขึ้นในทางมงคลหรือในทางอัปมงคลต่อส่วนรวมได้ตลอดเวลา การพัฒนาพลเมืองหรือสังคม โดยให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็น “ช้างเท้าหลัง” อยู่ตลอดมา รังแต่จะเพิ่มโอกาสให้พลเมืองปรับปรุงตนให้เก่งกาจยิ่งขึ้นในทางไม่พึงปรารถนาได้ ฉะนั้น ต่อให้มีรธน.อีกร้อยพันฉบับ ก็ไม่สามารถกอบกู้ชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากกำมือของ “ผู้มีอำนาจ” ที่บูชา “วัตถุเงินทองอำนาจ” เหนืออื่นใดและมองเห็นพลเมืองเป็นผักปลาที่ซื้อขายเป็นเข่งๆ ในตลาดสดสำหรับทำประโยชน์สนองตอบกิเลสตนที่ยึดมั่นในสิ่งที่ตนบูชา

ก่อนที่จะนำรธน.ร่างฯ สู่การทำประชามติ กมธ.ร่างฯ น่าจะหวนกลับไปทำการบ้านให้เรียบร้อยดีที่สุด พิจารณาข้อเสนอแนะจากพลเมืองด้วยจิตไร้อคติ ไร้อัตตา ไร้การยึดมั่นถือมั่นตามทัศนะคติหรือความเชื่อส่วนตน และเปิดใจเยี่ยงนักประชาธิปไตย ทำการยกร่างรธน.ใหม่หมด ทั้งนี้ เพื่อให้มีรธน.ที่ให้ “พลเมืองเป็นใหญ่” สมตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง

เมื่อทำสำเร็จแล้ว พลเมืองจะสรรเสริญชื่นชมในความอดทนกับความเสียสละตลอดจนความรับผิดชอบของกมธ.ร่างฯ ในขณะที่มีความซาบซึ้งใจในความกล้าหาญกับความเสียสละของคสช.ยิ่งขึ้น ที่ยอมเสี่ยงภัยกับเหตุการณ์ล่อแหลมทางการเมือง ในวันประวัติศาสตร์ที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อให้ชาติบ้านเมืองได้ปรับตนเข้าสู่เส้นทางมงคล ตามที่วีรชนกับทหารหาญได้เรียกร้องสละชีวิตเลือดเนื้อต่ออาวุธสงครามของผู้บูชา “วัตถุเงินทองอำนาจ” มาตลอด

“พลเมืองเป็นใหญ่” คือปัจจัยวิกฤติเดียวที่สามารถสานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าวของคสช. 

ทำไมปาเกียวจึงแพ้?

โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com


ศึกชิงแชมป์รุ่นเวลเตอร์เวตโลก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 ณ เมืองลาสเวกัส มลรัฐเนวาดา สหรัฐ ระหว่างฟลอยด์ เมย์เวตเธอร์ อายุ 38 ปี (ฟลอยด์) ชาวอเมริกัน และแมนนี ปาเกียว 36 ปี (ปาเกียว) ชาวฟิลิปปินส์นั้น วงการกีฬามวยสหรัฐถือว่าเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษ

ยิ่งใหญ่ที่สุดในด้านรางวัลตอบแทนที่สูงมากสุดๆ สำหรับนักมวยทั้งสอง คาดกันว่าตกราว 300 ล้านดอลลาร์ โดยใช้เวลาร่วม 5 ปีกว่าจะสรุปผลเจรจาลงนามในสัญญาได้ ซึ่งประกอบด้วยเงื่อนไขค่าตอบแทนนักมวย วิธีการตรวจร่างกายเพื่อป้องกันการแอบใช้ยาเพิ่มสมรรถภาพนักมวย ค่าลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสด แผ่นดีวีดี ค่าโฆษณา ฯลฯ

ที่เกรียวกราวได้แก่คำให้สัมภาษณ์ของฟลอยด์ ผู้พูดในทำนองว่า ปาเกียวจุกจิกไล่ล่าเอาค่าตอบแทนสูงๆ ทำให้มีสัญญาล่าช้า ปาเกียวก็โต้ตอบด้วยคำท้าทายฟลอยด์ให้บริจาครายได้ทั้งหมดของนักมวยทั้งสองให้แก่การกุศล ฟลอยด์ต้องหน้าเสียไป ไม่รับคำท้าที่ปาเกียวท้าด้วยความจริงใจ เพราะปาเกียวเป็นคนใจบุญช่วยเหลือชาวฟิลิปปินส์ยากจนมามาก แถมใจกว้างควักเงินส่วนตัวซื้อตั๋วแจกแฟนมวยที่มาเชียร์ตน รวมเป็นเงินราว 4 ล้านดอลลาร์ ค่าตั๋วราคามีตั้งแต่ 3,500 ถึง 250,000 ดอลลาร์ต่อ 1 ที่นั่ง (1 ดอลลาร์ ตกราว 32 บาท) ตั๋วผีตั้งขายในราคานับล้านดอลลาร์ขึ้นไป

โดยที่ตั๋วดูมวยคู่ยิ่งใหญ่คู่นี้เป็นตั๋วที่ใฝ่หากันยิ่ง ผู้ดำเนินงานจึงไม่ยินยอมให้บรรดาดาราภาพยนตร์และผู้มีชื่อเสียงโด่งดังได้เข้าชมฟรีรอบๆ สังเวียนตามธรรมเนียมเดิม แต่ให้บุคคลผู้รับเชิญเหล่านี้ได้ดูฟรี หากยินยอมนำสัญลักษณ์ของกิจการที่ต้องการโฆษณาในสนามมวยมาสวมใส่ขณะอยู่ในบริเวณเวทีมวย โดยกิจการนั้นยินดีเป็นผู้จ่ายค่าตั๋วราคาราว 100,000 ดอลลาร์ ให้ดูเหมือนว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ ปรากฏว่ามีดาราดังๆ นั่งกระจายอยู่รอบสังเวียนด้วยเครื่องแต่งกายส่วนตัวกันทั้งนั้น

ทำไมปาเกียวจึงพ่ายแพ้ฟลอยด์?




1.ปาเกียวด่วนใจร้อนลงนามในสัญญา ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่าตนได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่จากการขึ้นชกเมื่อราว 3 สัปดาห์ก่อน ต่อมาหัวไหล่ก็ยังไม่หายดีในวันใกล้ชกกับฟลอยด์ แถมมีอาการกำเริบ จึงขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐเนวาดาให้ฉีดยาแก้ปวดก่อนชก ซึ่งก็ได้รับอนุญาต แต่เจ้าหน้าที่กลับคำในวินาทีสุดท้าย ทำให้ค่ายปาเกียวคิดที่จะยกเลิกและเลื่อนการชกออกไป แต่เมื่อพิจารณาข้อดีข้อเสียแล้ว ปาเกียวตัดสินใจเดินหน้าต่อไป ปาเกียวกล่าวหลังชกครบ 12 ยกว่า ตนต้องใช้แขนเพียงข้างเดียวชกตลอดเวลา เนื่องจากหัวไหล่ไม่ปกติ

2.ฟลอยด์เป็นนักมวยที่เคยชนะ 47 ครั้ง ติดต่อกันตลอด 19 ปี ไม่เคยแพ้ใครเลย กลายเป็นนักมวยที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในสหรัฐ มีบิดาซึ่งเป็นอดีตนักมวยเป็นครูฝึก จ้างคนครัวทำอาหารเป็นพิเศษ โดยคุยว่าบางมื้อตกราวหมื่นดอลลาร์ ตลอดจนมีรถยนต์ราคานับสิบล้านดอลลาร์ต่อคันร่วม 20 คัน ฉะนั้นจึงน่าจะอยู่ในฐานะที่จะซื้อหาคำแนะนำในด้านเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางกายภาพ และพัฒนายุทธศาสตร์การชกทั้งหมดจากกุนซือเก่งๆ ได้ไม่ยากนัก

โดยที่ปาเกียวเป็นนักชกลูกทุ่ง เดินหน้าลูกเดียว ตามด้วยการรัวหมัดซ้ายขวารวดเร็วปานฟ้าแลบอย่างนักตีกลองที่รัวกลองชุด พลางหาจังหวะลั่นหมัดซ้ายฟ้าผ่าของตนปิดเกม ซึ่งก็ได้ผลดีเป็นส่วนใหญ่ในการชกครั้งก่อนๆ ตรงกันข้าม ฟลอยด์เป็นนักมวยชาญฉลาด มีกลยุทธ์รับและรุกที่แยบยล ราวกับถอดรหัสออกมาจากยุทธศาสตร์ใน "ตำราพิชัยสงคราม" ของปรมาจารย์ยิ่งใหญ่จีนโบราณ นามว่า "ซุนซื่อ" (ซุนหวู่)

3.ยุทธศาสตร์ของท่านซุนซื่อมีอยู่กว้างๆ ว่า "ขุนพลที่เก่งกาจในเชิงรุก จะทำให้คู่ปรปักษ์อ่อนแอในเชิงรับขุนพลที่เก่งกาจในเชิงรับ จะทำให้คู่ปรปักษ์อ่อนแอในเชิงรุก" ดูเหมือนว่า ฟลอยด์ใช้ยุทธศาสตร์นี้ตลอด 12 ยก จนแฟนมวยพากันโห่ร้องด้วยความรู้สึกว่า ฟลอยด์วิ่งหนีปาเกียว ขี้ขลาด ไม่กล้าแลกหมัดกับปาเกียว

4.ท่านซุนซื่อบอกกลยุทธ์แรกไว้ว่า "เมื่อเรายื่นจุดอ่อนของเราให้กับคู่ปรปักษ์ เราจะทำให้เขาเข้าหาเราตามที่เราต้องการ" คือ เมื่อเราใช้อุบายปล่อยเหยื่อให้กับคู่ปรปักษ์ เขาจะวิ่งเข้าหาเหยื่อของเรา ในการนี้ ฟลอยด์ทำเป็นถอยเรื่อยๆ จนติดมุมหรือเชือกสังเวียน ล่อให้ปาเกียวเข้าประชิดตัวรัวหมัดใส่ตน ในขณะที่ตนยกสองแขนปกป้องตัวไว้หมด พอได้จังหวะก็ลั่นหมัดชุดสองนัดเข้าเป้า เก็บคะแนน ก่อนก้มตัวลงต่ำ ดีดตัวออกทางข้างๆ แล้วส่ายศีรษะร้องเยอะเย้ยว่า "ไม่เป็นอะไรเลย" เพื่อทำลายขวัญปาเกียว ฟลอยด์ทำซ้ำในทำนองนี้มากครั้ง จนถูกแฟนมวยโห่ร้องเหยียดหยาม แต่ก็เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ฟลอยด์เอาตัวรอดได้ แถมทำให้ปาเกียวเริ่มสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปบ้าง

5.ท่านซุนซื่อบอกกลยุทธ์ที่อยู่ตรงข้ามกับข้อ 4 ว่า "เมื่อเราก่อให้เกิดความเสียหายต่อคู่ปรปักษ์ เราจะทำให้คู่ปรปักษ์ขยาดที่จะเข้าประชิดเรา" คือ เมื่อเรารุกโจมตีจุดสำคัญของคู่ปรปักษ์ เขาจะเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นเชิงรับโดยปริยาย ในการนี้ ฟลอยด์ชกไปถูกที่ขาขวาของปาเกียว ปาเกียวประท้วงต่อกรรมการบนเวทีทันที ส่งผลให้ปาเกียวเริ่มแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวต่อกลยุทธ์บ้าบิ่นกล้าผิดกติกาของฟลอยด์ ทำให้ต้องตั้งสติใหม่ หันมาระวังตัวปกป้องตนมากขึ้นโดยปริยาย

6.ท่านซุนซื่อบอกกลยุทธ์ข้อต่อไปว่า "จงปรากฏตัวในที่ที่คู่ปรปักษ์ต้องรีบปกป้องตน" ในจังหวะประชิดตัว ฟลอยด์ใช้แขนยาวกว่าของตนรวบรัดคอปาเกียวให้ล็อกติดกับลำตัวตน ทำให้ปาเกียวหยุดรุกได้ฉมังและหันมาปกป้องตัวมิให้คอได้รับบาดเจ็บทันที ในขณะเดียวกันฟลอยด์ก็ชกที่ชายโครงปาเกียวเพื่อเก็บคะแนน

7.ท่านซุนซื่อบอกกลยุทธ์ที่คู่ขนานกับข้อ 6 ว่า "จงเคลื่อนที่อย่างว่องไว สู่จุดที่คู่ปรปักษ์ไม่ได้คาดคิด" มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตฟลอยด์มักปักหลัก  ต่อสู้กับคู่ชกคนก่อนๆ อยู่บริเวณกลางสังเวียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ครั้งนี้ฟลอยด์กลับเต้นอยู่รอบสังเวียนบ่อยๆ แสร้งถอยติดมุมหลายครั้ง ทำให้ปาเกียวต้องปรับกลยุทธ์ของตน คือ ตกอยู่ในภาวะผู้ตามในเชิงกลยุทธ์ ส่วนฟลอยด์กลายเป็นผู้นำเกม คอยลั่นหมัดไปถูกปาเกียว และเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ

8.ท่านซุนซื่อบอกกลยุทธ์ท้ายสุดไว้ว่า "ท่านจะประสบผลสำเร็จในการโจมตีได้แน่ หากท่านโจมตีจุดที่มิได้รับการปกป้องไว้" ฟลอยด์ใช้กลยุทธ์ข้อนี้กับปาเกียวและกับตัวเองด้วย คือ ไม่ยอมตั้งอยู่ในความประมาท พยายามไม่ให้มี "จุดที่มิได้รับการปกป้องไว้" มุ่งตั้งรับมากกว่าตั้งรุก เพราะตระหนักดีว่า หมัดซ้ายของปาเกียวมีฤทธิ์เดชทำให้ตนหน้าแตกหรือหลับได้ง่ายๆ อีกทั้งได้เจอจังๆ เข้าครั้งหนึ่ง จนปากเบี้ยว เล่นเอาเซไปพักหนึ่ง เมื่อตั้งรับปกป้องตนอย่างเข้มแข็ง ปาเกียวก็ย่อมทำอันตรายตนไม่สำเร็จ ฉะนั้น เมื่อไม่ยอมใช้มาตรการประจัญบานอย่างปาเกียว แฟนมวยในสนามจึงตัดสินให้ฟลอยด์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปโดยปริยาย

เมื่อครบ 12 ยก ปรากฏว่า ฟลอยด์ได้คะแนนชนะจากกรรมการทั้ง 3 เป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนน 118-110, 116-112 และ 116-112 ฟลอยด์ชกถูกปาเกียว 148 ครั้ง จากการรัวหมัด 435 ครั้ง (ร้อยละ 34) ส่วนปาเกียวชกถูกฟลอยด์เพียง 81 ครั้ง จากการปล่อยหมัด 429 ครั้ง (ร้อยละ 19) ทั้งนี้ เป็นการนับด้วยระบบคอมพิวบ๊อกซ์ที่มีคน 2 คนคอยจับตาดูคู่ชกประจำตัวของตน ในขณะที่เลือกกดปุ่ม 4 ปุ่มที่กำกับ 4 ท่าชก ส่งจำนวนครั้งเข้าเครื่องคำนวณ เพื่อประกอบการตัดสินของคณะกรรมการ

ฟลอยด์เป็นนักมวยระดับอภิมหาเศรษฐีที่มีค่านิยมใน "วัตถุเงินทอง" สูง คือ เป็นสาวก "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" สื่อบางแห่งตั้งฉายาว่าเป็น "นักมวยนักธุรกิจ" รวมเป็นคนเดียว ผู้รู้จักปล่อยหมัดอย่างประหยัด นิยมสรรหาความสุขใส่ตนด้วยการสรรหาวัตถุสิ่งของหรูหราฟุ่มเฟือยราคาแพงๆ ในขณะเดียวกัน สื่อต่างๆ พากันประโคมกันว่า ฟลอยด์ก็มีปัญหาความสัมพันธ์ที่มีความก้าวร้าวรุนแรงในครอบครัว โดยกล่าวหาว่าฟลอยด์รังแกชกต่อยเพศหญิง ทำให้ผู้หญิงในสังคมไม่ชื่นชอบฟลอยด์เท่าใดนัก

ส่วนปาเกียวเป็นนักมวยลูกทุ่ง มาจากความยากจนข้นแค้น ไต่เต้าเส้นทางเศรษฐกิจสู่ความร่ำรวยจากการขึ้นสังเวียน แต่รวยน้อยกว่าฟลอยด์หลายเท่า กระนั้นก็ตาม ปาเกียวเป็นคนใจกุศล มี "จิตนิยม" สูง คือ เป็นสาวก "ลัทธิสัตว์ประเสริฐ" ช่วยเหลือชาวฟิลิปปินส์ด้วยกันที่ประสบความเดือดร้อนมาตลอด เช่น อนุญาตให้เด็กหนุ่มยากจนทั้งหลายในชุมชนตนมีสิทธิ์ใช้สถานที่ฝึกซ้อมมวยของตนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะต้องการให้เด็กเหล่านี้สามารถออกไปชกมวยทำเงินเลี้ยงดูบิดามารดา บริจาคเงินช่วยบิดามารดาของเด็กหนุ่มบางคนให้ได้รับการเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีความตั้งใจทำงานอันทรงเกียรติช่วยเหลือผู้ยากไร้ เป็นต้น

ไม่ว่าใครจะมีค่านิยมอย่างใด ข้อสำคัญ พึงมียุทธศาสตร์ในการดำเนินชีวิต รู้จักจัดการอย่างมีผลดีกับเหตุการณ์ที่อาจไม่ส่งเสริมสนับสนุนตน โดยประยุกต์ยุทธศาสตร์จาก "ตำราพิชัยสงคราม" ของท่านซุนซื่อ ผู้มีพื้นฐานอยู่กับหลักปรัชญาของปรมาจารย์เล่าจื้อ อย่างที่ฟลอยด์ได้แสดงออกมาตลอด 12 ยก อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าฟลอยด์จะรู้จักท่านซุนซื่อหรือไม่ก็ตาม

สรุป ฟลอยด์รู้จักตั้งรับและตั้งรุกปาเกียวอย่างมีศาสตร์และศิลป์ โดยมิคำนึงหรือสนใจว่าแฟนมวยจะพอใจกับวิธีการชกของตนหรือไม่ แต่คำนึงเพียงอย่างเดียวคือ เอาตัวรอดปลอดภัยสู่ชัยชนะที่ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 48 จนสำเร็จ หากชนะติดต่อกันอีกเป็นครั้งที่ 49 ต่อไป ฟลอยด์จะทำสถิติเสมอกับร็อกกี้ มาร์เซียโน นักชกโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก.


แผ่นดินไหวกับโลกร้อน:พุทธมีมุมมองอย่างไร?

โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต  dhanarat333@gmail.com



พระพุทธศาสนา (พุทธ) มีคำอธิบายเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่เนปาลเมื่อเร็วๆ นี้ และโลกร้อนทุกวันนี้อย่างไร?

พุทธมีคำอธิบายง่ายๆ คือ จักรวาลไม่ได้มีอยู่เพื่อตอบสนองความต้องการ ความปรารถนา หรือกิเลสของมนุษย์  จักรวาลไม่รับรู้ความทะเยอทะยานของมนุษย์ ไม่ยี่หระต่อมนุษย์ จริงๆ แล้ว ภัยธรรมชาติดังกล่าวมีมาก่อนมนุษย์เกิดเสียอีก


พุทธมองภัยธรรมชาติด้วย "เหตุ" และ "ผล" ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่


แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้อย่างไร? มีเหตุมีผลและความเป็นมาอย่างไร?

จากข้อมูลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แผ่นเปลือกโลกที่มีรอยร้าวอยู่กว่า 20 แห่งทั่วโลกนั้น ประกอบด้วยแผ่นหินมหึมาสองแผ่นที่ประกบกันหรือยันกันอยู่ ซึ่งอาจอยู่บนบกหรือใต้น้ำทะเล เมื่อได้รับพลังผลักดันจากรอบตัวมากพอ แผ่นหินคู่นี้จะเคลื่อนตัวตามแนวร้าว ทำให้แผ่นดินหรือมวลน้ำทะเลเคลื่อนตัวคล้อยตามด้วย คือ ทำให้เกิดแผ่นดินไหวหรือคลื่นสึนามิ


ผู้คนวัตถุที่อยู่บนแผ่นดินไหว เปรียบได้กับผู้คนวัตถุที่อยู่บนพรมปูพื้นที่ถูกผู้อื่นกระชากออกจากตำแหน่งเดิม คือ จะเสีย "ศูนย์ทรงตัว" หกล้มหกลุก ตกจากเก้าอี้หรือเตียง สิ่งปลูกสร้างจะถูกเขย่าให้เอนเอียงไปมา ทำให้โครงสร้างชำรุดแล้วพังทลายลงมา ผู้คนจะถูกวัตถุแข็งรอบตัวกระแทกที่ศีรษะกับร่างกาย ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตาย ฯลฯ


แผ่นดินไหวที่สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 นี้ วัดคะแนนสั่นสะเทือนได้ที่ระดับ 7.8 จากคะแนนเต็ม 10 (คะแนนยิ่งสูงก็ยิ่งแรง) โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 10 กม. ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงประเทศอินเดียและทิเบตด้วย ทั้งนี้ มีการสูญเสียชีวิตนับพันๆคน ผู้บาดเจ็บ ไร้บ้าน ขาดแคลนปัจจัยสี่นับแสนคน อาคารบ้านเรือนเสียหายกว่าสองแสนหน่วย ราวแปดล้านคนได้รับความเดือดร้อน ศาสนสถานล้ำค่าพังทลายเกลื่อนกลาด ยังความเศร้าสลดเสียใจยิ่งในหมู่ผู้เห็นเหตุการณ์ องค์การสหประชาชาติคาดคะเนว่า มีผู้คนราวล้านกว่าคนที่ต้องรับอาหารช่วยเหลือต่อไปอีก 3 เดือน


ภายหลังแผ่นดินไหว นักวิทยาศาสตร์พบว่า บริเวณยอดเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่ใกล้รอยร้าวต้นเหตุ ถูกเขย่าอย่างแรง ส่งผลให้ยอดเขาลดความสูงลงมาราวหนึ่งนิ้ว และพื้นดินบริเวณเมืองหลวงกาฐมาณฑุของเนปาล ยกระดับสูงขึ้นถึงสามฟุต ทั้งนี้ เป็นเพียงตัวเลขสอบวัดขั้นแรกเท่านั้น


ตามคติพุทธ แผ่นดินไหวคือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างมี "เหตุ" และ "ผล" พุทธมองว่าแผ่นดินไหวไม่ได้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ การเบียดเบียนกัน หรือการก่อกรรมทำเข็ญระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติก่อน คือ มนุษย์ไม่ได้ทำบาปต่อมนุษย์ เทพเจ้า หรือพระผู้เป็นเจ้า แล้วได้รับแผ่นดินไหวเป็นผลตอบแทน


ก่อนที่จะเคลื่อนตัวตามรอยร้าว แผ่นเปลือกโลกก็อยู่ใน "ความสมดุล" หรือ "พอดี" อยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับสะสมพลังงานเพิ่มเติมจากรอบๆ ตัว เช่น พลังคลื่นสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่อื่น การทดลองระเบิดปรมาณูลึกลงไปใต้ดินใกล้เคียง ตลอดจนไอร้อนที่ทำให้แผ่นหินขยายตัว เป็นต้น แผ่นเปลือกโลกก็จะไม่อยู่ใน "ความสมดุล" อีกต่อไป แต่จะปรับตัวสู่ "ความสมดุล" ด้วยการเคลื่อนตัวตามรอยร้าวดังกล่าว จนกว่าจะหยุดเมื่อบรรลุ "ความสมดุล" ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวได้ทันที ยากที่นักวิทยาศาสตร์จะทำนายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำและมีเวลาสื่อสารเตือนภัยให้ผู้คนหลีกหนีได้ทันควัน


ในทำนองเดียวกัน เมื่อเกิดพายุฝนมหึมา ลมที่พัดอย่างแรงสามารถผลักดันเคลื่อนย้ายบ้าน หลังคา ทำลายกระจกหน้าต่าง ยกรถยนต์ทั้งคันขึ้นสูงแล้วปล่อยให้ตกลงมาทับผู้คนหรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องล่างได้ และฝนขนาดมหึมาก็สามารถทำให้ดินถล่มกับน้ำท่วมฉับพลันได้ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ไม่น้อยเช่นกัน


ตามคติพุทธ พายุฝนก็คือภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่มนุษย์ไม่ได้ก่อให้เกิดขึ้นจากการไปก่อกรรมทำเข็ญหรือทำบาปต่อผู้ใดทั้งสิ้น


อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นมาร่วม 50 ปีแล้วว่า พายุฝนจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น ตราบใดที่มนุษย์ไม่ลดละเลิกการละเมิดต่อธรรมชาติ เนื่องจากธรรมชาติจักต้องออกแรงกอบกู้ "ความสมดุล" กลับคืนมา


มนุษย์เริ่มละเมิดธรรมชาติอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 255 ปีก่อน โดยเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติไปในการผลิตวัตถุปรุงแต่งที่มุ่งบำรุงบำเรอรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกับอำนวยความสะดวกสบายทางกาย และได้ก่อให้เกิดผลพวงที่เป็นมลพิษต่างๆ โดยเฉพาะก๊าซที่ออกมาทางปล่องควันไฟโรงงานและท่อไอเสียเครื่องยนต์ เรียกกันว่า "ก๊าซเรือนกระจก"


เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมนับล้านแห่ง รถยนต์นับล้านๆคัน เครื่องบินโดยสารไอพ่นเชิงพาณิชย์นับหมื่นเครื่อง พร้อมกันขับ "ก๊าซเรือนกระจก" ออกมาตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน ตลอดปี นับสิบๆ ปี จนสะสมเป็นม่านหมอกหนาลอยตัวอยู่เหนือผิวโลก และเมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงมากระทบผิวโลก พลังร้อนจากแสงอาทิตย์จะไม่สามารถสะท้อนขึ้นท้องฟ้า เพื่อกระจายพลังร้อนสู่นอกโลก ตามระบบธรรมชาติปกติ เพราะถูกม่านหมอก "ก๊าซเรือนกระจก" ดูดซับกักขังไว้ ผลก็คือ อุณหภูมิบรรยากาศโลกขยับสูงขึ้น ทั้งบนบกและทะเล โลกปกติก็มีอาการเป็นไข้ คือ "โลกร้อน" (Global Warming) โดยปริยาย


นอกจาก "ก๊าซเรือนกระจก" จากน้ำมือมนุษย์แล้ว โลกยังมีวงจรร้อน-หนาวของตัวเองด้วย คือ มียุคร้อนอย่างปัจจุบันที่เกิดสลับกับยุคน้ำแข็งทุก 50,000 ปี และมีสองคลื่นใต้น้ำมหาสมุทร ชื่อว่า  เอลนีโญ (El Nino) และลานีญา (La NiNa) ที่มีวงจรราว 3-7 ปี สลับกันส่งพลังงานอิทธิพลต่อโลก เอลนีโญทำให้โลกอุ่นขึ้นกับมีภัยแล้ง ส่วนลานีญาทำให้โลกเย็นลงกับมีฝนตกน้ำท่วมกว้างขวาง


ขณะนี้นักอุตุนิยมวิทยาสหรัฐอเมริกาประกาศว่า เอลนีโญกำลังเริ่มปรากฏตัวแล้ว และทำนายว่าจะส่งผลให้เขตแดนไทยเข้าสู่วงจรอากาศร้อนกับมีภัยแล้งในหลายปีข้างหน้า ดังนั้น เมื่อผสมผสานกับอาการ "โลกร้อน" แล้ว อากาศร้อนในไทยน่าจะทวีความแรงยิ่งขึ้นอีก 3-7 ปีต่อไป


ผลของ "โลกร้อน" มีมากมาย น่าหดหู่ใจยิ่ง เช่น มีพายุฝนและน้ำท่วมฉับพลันเป็นแห่งๆ พายุรุนแรงเกิดถี่ขึ้น หิมะขั้วโลกเหนือและใต้ละลายมากผิดปกติ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น บางเกาะกลางทะเลถูกทะเลกลืนหายไป ชายฝั่งทะเลของแผ่นดินใหญ่บางแห่งหดหายไป ฝนตกผิดที่ผิดปริมาณ ฤดูกาลเหลือแต่หน้าร้อนแล้งกับหน้าฝนน้ำท่วม พืชผักผลไม้ให้ผลิตผลผิดปกติ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ทำให้ราคาขายสูงขึ้น และความแล้งในบางแห่งทำให้มีไฟไหม้ป่าบ่อยขึ้น ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมอย่างรุนแรง


ทั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พุทธได้สะท้อนให้เห็นไว้แล้วใน "ปฏิจจสมุปบาท" ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ ได้แปลไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า "สภาวธรรมที่เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยซึ่งกันและกัน"นักวิทยาศาสตร์ได้เตือนผู้บริหารชาติบ้านเมืองทั่วโลกมาราว 40 ปีแล้ว ให้เตรียมมาตรการป้องกันแก้ไขการจลาจลที่จะเกิดขึ้นจากโลกร้อน เมื่ออาหารเริ่มขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ความรวยและความจนจะไม่มีความหมายอย่างที่เคยมีมาก่อน


พุทธได้สอนและเตือนสติมนุษย์มา 2,558 ปีแล้วว่า "จงทำดี งดทำชั่ว ทำจิตให้เบิกบาน" เพื่อจะได้ไม่เป็นเหยื่อโลกมายาที่หลอกลวงชักนำมนุษย์ไปสู่ "ความตะกละ" "การเอาแต่ได้" "ความไม่พอเพียง" ซึ่งล้วนเป็นวัฒนธรรมอัปมงคลที่ทำลายธรรมชาติ


พุทธได้ชี้ทางออกง่ายๆ คือ มนุษย์พึงปฏิบัติตนดั่ง "ภมรผึ้ง" ที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้ด้วยความทะนุถนอม ไม่ทำให้ดอกไม้ชอกช้ำเสียหาย ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้ดอกไม้ได้ผสมเกสรตัวผู้ตัวเมีย ทำให้เกิดผลไม้ตามมา "วัฒนธรรมของแมลงผึ้ง" คือวิถีชีวิตที่กอปรด้วยสติปัญญาชาญฉลาด ยั่งยืน และอยู่กับธรรมชาติ บนพื้นฐานของ "เหตุ" และ "ผล" ที่เชื่อมโยงกัน


ทว่า มนุษย์หาสนใจในคำสอนของพุทธดังกล่าวไม่ กลับตั้งอยู่ในมิจฉาทิฐิ ยอมเป็นเหยื่อให้กับมายาคติ ทำการผลิตและยึดติดวัตถุสิ่งของเกินความจำเป็น จนมนุษย์มี "ปัจจัยที่ห้า" ท่วมหลุมขยะเป็นภูเขาใหญ่โต และยึด "วัฒนธรรมบริโภคล้นเกิน" เป็นชีวิตจิตใจ เพื่อโอ้อวดความร่ำรวยแห่งตน ไม่ให้น้อยหน้าผู้อื่น คือ มนุษย์ได้เลือกที่จะหลับหูหลับตาทำลายระบบนิเวศวิทยาอย่างเมามัน และกำลังขยันขุดหลุมฝังศพให้กับตัวเองและลูกหลานอยู่โดยมิรู้ตัว


เมื่อโลกร้อนถึงระดับที่ไม่มีมนุษย์มากพอที่จะทำลาย "ความสมดุล" ในธรรมชาติได้อีกแล้ว โลกก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ "ความสมดุล" โดยอาจใช้เวลานานกว่า 255 ปีโลก-จักรวาล-ธรรมชาติไม่มีวันพ่ายแพ้มนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นเพียง "อนุภาคนาโน" ขนาดเล็กกว่าเม็ดฝุ่นที่ตลบคลุ้งอยู่ไม่ถึงพริบตาเดียวเท่านั้น ส่วนจักรวาลมีอายุยาวนานมาร่วม 13,000 ล้านปี และจะมีอายุอยู่ต่อไปได้อีกเรื่อยๆ แทบจะไม่มีวันสิ้นสุด


นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า จักรวาลไม่มีทีท่าว่าจะหดตัว มีแต่จะเติบโตขยายตัวออกไปเรื่อยๆ แต่ก็จะต้องแตกดับไปในที่สุด ตามคำสอนในพุทธที่ว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ มีแต่อนิจจัง


ภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่เนปาล ได้ก่อให้เกิดความทุกข์มหันต์ในกลุ่มชนชาวเนปาลและชนชาติใกล้เคียง ยังความโศกเศร้าเสียใจไปทั่ว ในขณะเดียวกัน ก็น่ายินดีที่มีผู้ใจบุญได้พากันบริจาคส่งปัจจัยไปช่วยเหลืออย่างมากมาย


ภัยธรรมชาติเป็นข้อเตือนใจมนุษย์ให้หันมาพิจารณาเชิงพุทธว่า แม้จะไม่ได้ละเมิดศีลธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ตนได้ละเมิดธรรมชาติและก่อให้เกิดการสูญเสีย "ความสมดุล" ในธรรมชาติหรือเปล่า? ใครล่ะเป็นผู้กล้าเสี่ยง "ชีวิต" เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จากภัยธรรมชาติอย่างไร้อัตตา ไร้การยึดติดใดๆ ทั้งสิ้น?


โลก-จักรวาล-ธรรมชาติ มีเหตุมีผลและความรู้สำนึกที่จะรักษา "ความสมดุล" ไว้เสมอ โดยไม่ยี่หระต่อมนุษย์เลย มนุษย์ต้องตั้งสติปัญญาเอาใจทะนุถนอมธรรมชาติดั่งภมรผึ้ง เพื่อประโยชน์ของมนุษย์และธรรมชาติ เพราะธรรมชาติเป็นผู้มีชัยเสมอ.