Sunday, August 22, 2010


ปฏิรูป : ความฝันอันสูงสุด
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต 
dhanarat333@gmail.com

        การปฏิรูปประเทศไทยมิใช่รายการจัดงานแสดงกายกรรม แบบใครใคร่ตีลังกาท่าไหน ก็ตีไป

        นายฉวงซื่อ นักปราชญ์จีนเรืองนามสมัย 24 ศตวรรษก่อน มีนิทานสอนใจเล่าสู่กันฟังว่า อุบาสกเยนฮุยต้องการฝึกจิตให้หลุดพ้นจากอวิชชา จึงไปขอฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง

       วันหนึ่ง เยนฮุยไปรายงานผลการฝึกจิต "กราบนมัสการท่านอาจารย์ ศิษย์คนนี้ฝึกจิตได้ฉิวเลย ขอรับ"
        
         "ฉิวนี่หมายถึงอะไร?" พระอาจารย์ถาม

        "หมายว่า ศิษย์ลืมเป็นได้สองเรื่องแล้ว คือ เรื่องพิธีกรรมกับเรื่องดนตรี ขอรับ"

        "ดี" พระอาจารย์ชม แถมติทิ้งท้าย "แต่ยังไม่พอ ต้องฝึกต่อ"

        สามวันต่อมา เยนฮุยเสนอรายงานอีก "ท่านอาจารย์ขอรับ ศิษย์ฝึกจนได้ผลดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว ขอรับ"

      "ดีขึ้นยังไง?" พระอาจารย์สงสัย

        "ตอนนี้ ศิษย์ลืมเป็นได้อีกสองเรื่อง คือ เรื่องมนุษยธรรมกับเรื่องความถูกต้องชอบธรรม ขอรับ"

        "โอ้โฮ" พระอาจารย์ชมทันที "ดีมาก" แต่ก็มิวายติทันทีว่า "ยังไม่พอ ต้องกลับไปฝึกต่อ"

        ไม่นานนัก เยนฮุยกลับมาเสนอรายงานอีก คราวนี้ พร้อมด้วยสีหน้าอันอิ่มเอิบด้วยความสมหวัง

        "กราบเท้าท่านอาจารย์ คราวนี้ ศิษย์บรรลุทะลุถึง่ซึ่งความสำเร็จแล้ว ขอรับ"

        "ไหน คราวนี้...พูดว่ายังไงนะ?" พระอาจารย์ถามแล้วถอนหายใจยาว

        "ศิษย์นั่งอยู่กับที่เป็น และลืมเป็นได้หมดทุกเรื่องแล้ว ขอรับ"

        พระอาจารย์ยื่นมือทั้งสองออกไปหยิกกับดึงที่ใบหูทั้งสองข้างของเยนฮุย พลางถามด้วยความสงสัยว่า "เจ้าหมายถึงอะไรนะ ที่ว่านั่งเป็นลืมเป็นนั่น?"

        "คือ..ศิษย์สามารถปล่อยวางเรือนร่างของศิษย์ ปล่อยวางจิตของศิษย์ ให้สงบเย็นลง และเข้าถึงภาวะชั่วนิรันดรได้แล้ว ขอรับ"

        "โอ้โฮ" พระอาจารย์อุทานออกมาดังลั่น พลางโค้งตัวแสดงคารวะต่อเยนฮุยแล้วกล่าวอย่างถ่อมตน "แสดงว่าเจ้าบรรลุเป็นผู้ตื่นผู้รู้มรรควิธีรอดจากอวิชชาแล้วซิ ยอดเยี่ยมๆ ต่อนี้ไป อาตมาเห็นจะต้องเดินติดสอยห้อยตามเจ้าแล้วละ"

        ก็น่ายินดีที่อุบาสกเยนฮุยได้ทำการปฏิรูปตัวเอง จนกลายเป็นคนรู้รักษาตัวรอดจากอวิชชาเป็นยอดดี

       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ มีแผนงานส่งเสริมให้มีการปฏิรูปประเทศ เพื่อบุตรหลานไทยจะได้มีอนาคตที่ตั้งอยู่บนความเป็นไทอย่างมั่นคงถาวร ไม่พ่ายแพ้สูญความเป็นไทไปกับกระแสเศรษฐกิจแห่งโลกาภิวัฒน์

       ตรงกันข้าม นายกฯ อีกคนหนึ่งต้องการให้เจ้าของบ่อน้ำมันต่างชาติเข้ามาลงทุนกว้านซื้อที่นาไทย เพื่อให้ชาวนาไทยทำนาให้ คือ ให้คนไทยเป็นลูกจ้างทำนาให้เจ้าของบ่อน้ำมันต่างด้าว และสร้างความร่ำรวยให้กับคนต่างด้าว เพราะข้าวคือพืชเศรษฐกิจส่งออกสำคัญที่ทำเงินมหาศาลให้ไทยมายาวนาน พูดง่ายๆ นายกฯ คนนี้ต้องการให้ชาติไทยสิ้นชาติไปกับเงินทองของคนต่างด้าว

       นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยกับนายกฯ เผาชาติคนนั้นอย่างแน่นอน แต่เพื่อให้แผนปฏิรูปของท่านได้ก้าวสู่จุดหมายปลายทางอันเหมาะสมกับความเป็นชาติไทย ท่านจำต้องมีแผนที่ (โรดแม็พ) ที่สมบูรณ์แบบสำหรับกำกับการปฏิรูปอย่างถูกต้องและสมจริงกับความเป็นไทย คือ ท่านจำต้องมีแผนที่ที่มีทั้งสี่ทิศและ "เข็มทิศที่ห้า" ซึ่งจะกำหนดไว้อย่างถูกต้องแม่นยำว่า "เราคือใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร กำลังจะไปไหน อย่างไร เมื่อไร ต้องการอะไร?"

       แผนที่ที่มีเพียงสี่ทิศคือแผ่นกระดาษที่ได้แต่ถามเราว่า เรากำลังอยู่ที่ไหนและจะไปไหน? เราจะตอบโจทย์ข้อนี้ได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่า เรากำลังอยู่ที่ใดและรู้จักตัวเราเองดังกล่าว คือ เมื่อเรามี "เข็มทิศที่ห้า" นั่นเอง 

       เมื่อมี "เข็มทิศที่ห้า" เราก็พร้อมที่จะเริ่มปฏิรูปตนให้ตรงกับรากฐานเนื้อแท้ของเรา ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามมายาคติที่ยึดมั่นถือมั่นตามโลกแห่งความเพ้อฝัน ไม่สมจริง คือ เราจะได้ไม่สร้าง "วิมานในอากาศ" คอยเดินมาก้นใครก็ไม่รู้ที่กำลังหนาวๆร้อนๆเผชิญกับ "นรกบนดิน" ในบ้านเมืองเขาอยู่ตลอดมา

      การปฏิรูปคืออะไร? 

      การปฏิรูปคือการปรับเปลี่ยนสภาพจากระดับหนึ่งให้สูงขึ้นไปสู่ระดับที่ดีกว่าเดิม อย่างเช่นที่อุบาสกเยนฮุยที่ได้ปฏิรูปตนจากระดับผู้ไม่รู้ขึ้นสู่ระดับผู้ตื่นรู้ อย่างเช่นที่นักวิทยาศาสตร์ได้ปฏิรูปกล้องถ่ายภาพด้วยฟิล์ม ให้เป็นกล้องถ่ายภาพดิจิตอล ตามวัฒนธรรมเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน หรืออย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิรูปคำสอนเรื่อง "กฎแห่งกรรม" ในศาสนาฮินดูให้มีความเป็นสัจธรรมแท้จริงสำหรับนำพามวลมนุษย์ให้พ้นทุกข์

        ขณะนี้ เริ่มมีเสียงแสดงความคาดหวังไว้ว่า ประเทศไทยหลังปฏิรูปจะต้องไม่มี "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" เพราะเป็นภาวะที่มีชนชั้นทางเศรษฐกิจ มีเจ้า มีไพร่ มีอภิพญามหึมามหาเศรษฐีไม่กี่คนที่มีเงินนับแสนๆล้านบาท มีที่ดินร่วมครึ่งค่อนประเทศอยู่ในกำมือ มีนายทุนสามานย์ที่มีลูกหนี้ติดหนี้ตนตลอดชีพ ลูกหนี้บางรายนับไม่ถ้วนที่ต้องส่งหนี้ค่าเช่าที่ดินที่พักให้ตระกูลตนชั่วลูกชั่วหลานชั่วนิรันดร

        "ความเหลื่อมล้ำ" ดังกล่าว แม้จะมิใช่สิ่งพึงปรารถนา แต่ก็จะมีอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เรายังก้มหน้าก้มตาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไร้จิตสำนึกที่กำลังครอบงำโลกอยู่ ไม่ว่าเราจะอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิสังคมนิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือลัทธิเสรีประชาธิปไตย ก็ตาม

        สาธารณะรัฐประชาชนจีนมีจำนวนมหาเศรษฐีระดับเงิน 10 ล้านหยวนขึ้นไป (ราว 480 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นทุกวัน ในอัตราร้อยละ 6.1 จากปีก่อน นับได้ 875,000 ราย ในจำนวนนี้ มี 55,000 รายที่มีเงินกว่า 100 ล้านหยวนขึ้นไป โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากปีก่อน มี 1,900 ราย ที่มีทรัพย์สินมูลค่าเกิน 1,000 ล้านหยวนขึ้นไป และมี 140 รายที่ร่ำรวยเกิน 10,000 ล้านหยวนขึ้นไป ทั้งนี้ ตามรายงานประจำปี 2553 สถาบันวิจัยฮูหรัน ประเทศจีน

        เมื่อพิจารณาจำนวนเศรษฐีดังกล่าว ประกอบกับรายได้เฉลี่ยของประชาชนชาวจีน ซึ่งอยู่ในระดับ 117,664 บาท ในปี 2552 จากฐานประชากร ซึ่งมีถึง 1,324,655,000 คน ในปี 2551 (ที่มา ธนาคารโลก) ซึ่งร้อยละ 10.8 ยังมีรายได้ต่ำกว่า US$1 (ที่มา ธนาคารพัฒนาเอเชีย) ตกราว 32 บาทต่อวัน ฉะนั้น จีนมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขนาดสุดขีด จากการใช้สองมาตรฐานคือ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและระบบการเมืองคอมมิวนิสต์พร้อมกัน

       ไทยดั้งเดิมมีพุทธเศรษฐศาสตร์ที่ตระหนักในคุณค่าและปกปักษ์รักษา "ทรัพยากรมนุษย์" มากกว่า "เครื่องจักรกล" มุ่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเครื่องจักรกลเป็นทาส ให้สร้างผลผลิตเพื่อสนองความต้องการในปัจจัยสี่ของมนุษย์ คือ พุทธเศรษฐศาสตร์ไม่ใช้มนุษย์ให้เป็นทาสของเครื่องจักรกล เพียงเพื่อให้มนุษย์ทำการผลิตเพื่อผลผลิต แถมทำลายระบบนิเวศวิทยา ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าของทุนกับเครื่องจักรเป็นผู้ร่ำรวยแต่ฝ่ายเดียว มนุษย์กับนิเวศวิทยาเป็นเพียงตัวสนับสนุนความร่ำรวยส่วนตนเท่านั้น 

       จริงๆแล้ว มนุษย์มี "คุณค่า" สูงกว่าเงินทุนและเครื่องจักร เพราะมี "ความรู้สำนึกในศีลธรรม" ที่บันทึกอยู่ในรหัสพันธุกรรม ตามที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้ให้ เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติเอง อีกทั้งมีความคิดความอ่านโดยธรรมชาติที่จะเป็น "ตัวของตัวเอง" เป็นอยู่กับ "ความเป็นจริง" และมีศักยภาพในการ "วิวัฒนาการ" ตนเองสู่ความเป็นมนุษย์ในระดับสูงขึ้นไป ดังเช่นบรรพชนทั้งหลายเมื่อนับแสนๆปีก่อน เพราะมนุษย์สามารถฝึกฝนตนเองให้แตกฉานในสัจธรรมและวิชาความรู้อย่างต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คือ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาสของใครอะไรทั้งสิ้น

       "คุณค่า" สูงส่งดังกล่าว คือหลักประกันให้มนุษย์ได้ก้าวสู่ความเจริญสุขโดยทั่วกันได้ด้วยตนเอง โดยมิต้องอาศัยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์นิยม ซึ่งล้วนแต่ "ขาดจิตสำนึก" ในคุณค่าของ "ความเป็นมนุษย์" ในระดับที่แตกต่างกัน โดยต่างก็ปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างทาส และเหยียดหยามย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาตลอด ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมอย่างรุนแรงด้วยกันทั้งนั้น

       การปฏิรูปของไทยจากโลกแห่งมายาคติสู่โลกแห่งความเป็นจริง จากโลกอวิชชาสู่โลกตื่นรู้ ดังเช่นอุบาสกเยนฮุย คือการปฎิรูปที่เป็นความฝันอันสูงสุด.





เจ้าจะเอาแต่สุข สนุกไฉน


            ทุกคนต้องการ "ความสุข" กันทั้งนั้น แต่น้อยคนนักจะประสบความสมหวัง
            
            คนสมัยใหม่จำนวนมากในสังคมยุคอุตสาหกรรม มักมองตัวเองว่าเก่งกาจเลิศล้ำ ด้วยมีอุปกรณ์เทคโนโลยีอันน่าทึ่ง เช่น คอมพิวเตอร์ จอภาพทีวีมหึมาสามมิติ โทรศัพท์มือถือที่รับส่งข้อมูลกับภาพได้ เป็นต้น ทำให้รู้สึกว่าเป็นเทวดาผู้มีหูตาทิพย์ แต่อนิจจา เป็นได้แค่เทวดาเดินดิน ตราบใดที่ยังขาด "ความสุข" อันแท้จริง

            ความสุขคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

            นักจิตวิเคราะห์ อิริค ฟรอม์ม ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต มีคำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

            เรามักคิดกันว่า ความสุข คือ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลินใจ หรือความบันเทิงใจ หากจริง เราก็จะมีความสุขแตกต่างกันตามฐานะเศรษฐกิจ การศึกษา และบุคลิกภาพของแต่ละคน ทว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะสวรรค์ของคนมั่งมี ก็คือ ความใฝ่ฝันและการลอกเลียนแบบของคนมีมั่งไม่มีมั่ง ซึ่งก็สามารถมีความสนุกสนานได้ในราคาที่ต่ำกว่า แต่ก็ไม่จืดชืดกว่าใคร

            เมื่อมองจากแง่มุมของ "ความโศกเศร้า" จะเห็นได้ว่า สุขกับเศร้าอยู่คู่กัน เพราะตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่และต้องอยู่ร่วมกับปุถุชนทั้งหลาย เราก็จะยังต้องประสบกับเหตุการณ์โศกเศร้าจาก "กฎแห่งธรรมชาติ" เช่น เรามีชีวิตอยู่ได้ไม่นานพอที่จะทำให้ความใฝ่ฝันทั้งหมดสัมฤทธิผล หรือมีความตายคอยเตือนเราอยู่เสมอว่า เราอาจต้องจากโลกนี้ไปก่อนหรือหลังผู้ที่เรารัก เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีความสุขได้ทุกลมหายใจจากการคิดดีทำดีมีจิตผ่องใส ความโศกเศร้าจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอเหมือนความสุข

            แต่เมื่อมองจากแง่มุมของ "ความซึมเศร้า" เราจะเห็นได้ว่า ความสุขกับความซึมเศร้าไม่อยู่คู่กัน จิตซึมเศร้าเกิดจากความสิ้นหวังในชีวิต ตกอยู่ในสภาพเหมือนคนที่ตายทั้งเป็น ไม่สามารถรับรู้ความสุขหรือแสดงความโศกเศร้าออกมา ซึ่งหากระบายออกมาได้ ก็จะทำให้รู้สึกโล่งอก ผู้มีจิตซึมเศร้าจะยิ้มหรือหัวเราะไม่เป็นและร้องไห้ไม่ออก นับเป็นภาวะจิตที่ทารุณโหดร้ายมาก คนมีความสุขจะซึมเศร้าไม่เป็น

            โดยเนื้อแท้แล้ว "ความสุข" คือ "ประสบการณ์" ที่เต็มอิ่ม ไม่ขาดแคลน ไม่ต้องคอยตวงเติม กล่าวคือ มีความพอเพียงอยู่ในตัว ส่วนความสนุกสนานดังกล่าวนั้น เราต้องคอยเติมเต็มอยู่เรื่อยๆ แต่ข้างในลึกๆ ในใจ ก็ยังมีความซึมเศร้าแอบแฝงอยู่ หรือเราอาจมีรหัสพันธุกรรมของความซึมเศร้าอยู่ในสายเลือด

            ความซึมเศร้ามีน้องที่เรียกว่า "ความเบื่อหน่ายในชีวิต" ซึ่งเกาะกินสุขภาพจิตของผู้คนสมัยใหม่อยู่ทั่วไป จากการใช้ชีวิตที่วนเวียนอยู่กับความจำเจ เสมือนเครื่องจักรกลไร้ชีวิตจิตวิญญาณ พลังเสริมสร้างถูกกดเก็บจนเป็นอัมพาตไป เหลืออยู่แต่ความรู้สึกไร้ชีวิตชีวา หมดอาลัยตายอยาก ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด เราจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกหนีไปให้ไกลที่สุด จากความเบื่อหน่ายอันแสนทรมานนี้ 
            เรามักหลีกหนีความเบื่อหน่ายด้วยการทำตนให้เป็นคุณต่อสังคม ซึ่งทำให้เราได้รับความสุขทันที หรือเราอาจแสวงหาความสนุกสนานดังกล่าว ในขณะอยู่ลำพังหรือกับคนสนิทชิดชอบ ทว่า การกลบเกลื่อนความเบื่อหน่ายแบบนี้ ไม่ได้กำจัดตัวสาเหตุ เราจึงหลีกหนีความเบื่อหน่ายไม่พ้นสักที

            เราต่างมีความขยาดกลัวความเบื่อหน่ายยิ่งกว่าการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือการเสียหน้า ซึ่งจะส่งผลให้สูญเสียสถานะภาพทางสังคม เกียรติศักดิ์ ชื่อเสียง บารมี หรือศักดิ์ศรี ถึงขนาดยอมทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมหรือสวัสดิภาพตน เพื่อจะได้พ้นจากความเบื่อหน่ายทั้งปวง

            เรามักหลีกหนีความเบื่อหน่ายโดยการปรนเปรอตัวเองด้วยความสนุกสนานดังกล่าว เราจะดีใจที่อีกวันหนึ่งได้ผ่านพ้นไป หรืออีกชั่วโมงหนึ่งได้ถูกเผาผลาญทิ้งไปอย่างสนุกสนาน โดยมิต้องสัมผัสกับความเบื่อหน่ายในชีวิต แทนที่จะดีใจที่จะได้เริ่มวันใหม่สู่ประสบการณ์ที่มี "ความสุข" อีกวันหนึ่ง

            นอกจากความเต็มอิ่มแล้ว ความสุข คือ พลังที่พยายามทำความเข้าใจและเป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนมนุษย์ โดยเกิดจาก 1. การใช้ชีวิตในทางที่เสริมสร้างเป็นคุณต่อสังคม ด้วยการมีเมตตาจิตและเหตุผลต่อผู้อื่น 2. การได้สัมผัสกับแก่นแท้ของความเป็นจริง โดยพบว่าตัวเรามีทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและความแตกต่างกับผู้อื่น และ 3. การใช้พลังชีวิตในตัวเรา ในลักษณะที่สัมพันธ์กับตัวเราเองและโลกในทางเสริมสร้าง
            คนเฉื่อยชา (เช้าชามเย็นชาม) หรือคนป่วยทางจิตจะไม่มีความสุข เพราะมีความรู้สึกว่า พลังชีวิตในตนได้สูญหายตายจากไปแล้ว จนได้กลายเป็นหุ่นให้ผู้อื่นเชิดตามอัธยาศัย และหลุดจากการเป็น "มนุษย์แท้" ผู้ทรงพลังชีวิต สู่ "มนุษย์เทียม" ผู้เป็นเพียงหุ่นยนต์คอยรับคำสั่งจากผู้อุปถัมภ์ ในลักษณะที่ธรรมชาติมิได้สร้างสรรค์มา แต่ถูกเทคโนโลยีแปรพันธุ์ไปแล้ว

            ความสุข คือ ความรู้สึกที่เราสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในใจตน โดยมิต้องพึ่งพาสิ่งบันเทิงใจข้างนอก แต่ทำตนให้เป็นคุณต่อสังคมด้วย "การให้" กับโลก มิใช่ "การรับ" จากโลกเท่านั้น

            พระภิกษุสงฆ์ออกเดินบิณฑบาตในยามย่ำรุ่ง เพื่อให้เราได้มีโอกาสนมัสการถวายอาหารแด่ท่าน คือ มีประสบการณ์ของ "การให้" ต่อผู้อื่น เป็นการเสริมสร้างความสุขให้กับตัวเรา นับแต่วินาทีแรกๆ ของวันใหม่

            ฟรอม์ม ชี้แนะไว้ว่า ผู้มีสุขภาพจิตเข้มแข็ง คือ ผู้ที่สามารถมีความสุขได้ มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ยอมให้ใครมาเชิดหุ่นชีวิตตน มี "การให้" ผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากเงื่อนไข และการใช้ชีวิตที่เน้น "การเป็น" ผู้เสริมสร้างต่อผู้อื่นและสังคม

            ส่วนผู้มีสุขภาพจิตเปราะบาง จิตไม่เต็มบาท คือ ผู้ที่ไม่สามารถมีความสุข นิยมวิ่งเข้าหาความสนุกสนานดังกล่าว แบบตื้นเขินชั่ววูบเท่านั้น ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง หวังพึ่งพาแต่ "ผู้อุปถัมภ์" ผู้มีเงื่อนไขผูกมัดมือเท้าตนไว้อย่างหนาแน่น มุ่งแต่ "การรับ" จากผู้อื่น ใช้ชีวิตที่เน้น "การมี" (กินกามเกียรติ) ไม่เป็นการเสริมสร้างตนหรือผู้อื่น และมักถูกจิตซึมเศร้าครอบงำอยู่อย่างน่าเวทนา

            ธรรมชาติสร้างสรรค์เรามาพร้อมกับศักยภาพที่จะสมหวังใน "ความสุข" มิได้ให้เรามี "ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ" (Gross Domestic Product) อันสูงส่ง ซึ่งได้แต่ผลักดันเราให้ดิ่งลงสู่เหวแห่งความซึมเศร้า และความเบื่อหน่ายอยู่ทุกวัน

            ก่อนปฏิรูปประเทศไทย เราจักต้องปฏิรูปตัวเราเองให้เป็นผู้สามารถมี "ความสุข" หรือเป็น "มนุษย์แท้" ให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยคิดสร้างสรรค์ปรับปรุงระบบระเบียบทั้งปวง ซึ่ง "มนุษย์เทียม" หรือ "สัตว์เศรษฐกิจ" ที่ยังมีอยู่มาก จะสามารถใช้เงินทองเป็นสะพานก้าวข้ามไปได้อย่างสะดวกสบายเสมออยู่ดี สังคมเศรษฐกิจและการเมืองก็จะยังเน่าเหมือนเดิม

           อย่าเอาเกวียนไปตั้งไว้ข้างหน้าโค จะไปไหน ไม่รอด.

    หมายเหตุ : หัวข้อบทความ จาก "มงคลชีวิต" โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)