Thursday, February 26, 2015

คัมภีร์ยอดอมตะ
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต

        ทำไมผู้คนสมัยใหม่สื่อสารด้วยระบบดิจิทัล จึงน่าจะทำความรู้จักเพิ่มเติมกับคัมภีร์ยอดอมตะเล่มนี้?

ปรมาจารย์เล่าจื้อ ผู้อยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า เป็นผู้เขียนคัีมภีร์ยอดอมตะชื่อว่า “เต๋าเต็กเก็ง” เมื่อราว 26 ศตวรรษก่อน “เต๋า” คือ “เส้นทาง” เต็ก..คุณธรรม เก็ง..หนังสือ ชื่อคัมภีร์หมายถึง “คัมภีร์เส้นทางชีวิตกับคุณธรรม”

คัมภีร์เต๋าได้แตกกิ่งออกเป็นเซนพุทธ และมีสาระที่คู่ขนานกับพระธรรมและส่วนที่สองของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่้งบรรยายถึงชีวิตและการเทศนาของพระเยซูเจ้า

สังเกตได้ว่า คัมภีร์เต๋็ามีข้อแตกต่างสำคัญจากพระคัมภีร์คริสต์ ฮินดู หรืออิสลาม ตรงที่พระคัมภีร์เหล่านี้ ได้กำหนดเส้นทางชีวิตที่ถาวรตายตัวเป็นมั่นเหมาะไว้แล้ว เสมือนทางหลวงใหญ่ที่ถูกสร้างไว้ก่อน เพื่อให้เราได้ใช้อย่างสะดวกสบาย เพียงแต่เคลื่อนตามกลุ่มไปเรื่อยๆ เราก็จะถึง “จุดหมายปลายทาง” เอง

ตรงกันข้าม “เต๋า” เป็นเส้นทางที่ “ไร้” อัตตา จุดหมายปลายทาง นิพพาน สวรรค์ การรู้แจ้งเห็นจริง ตลอดจนชาติหน้าโดยสิ้นเชิง เต๋า “เป็นอยู่” ในภาวะ “เรียบง่าย” และ “จรวิสัย” คือ ไม่ถูกขีดเส้นไว้ล่วงหน้า โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปาฏิหารย์ ดวงชะตาราศี หรือพรหม ลิขิต เต๋ายอมรับนับถือเอกลักษณ์และเสรีภาพส่วนบุคคล แต่ไม่ยอมรับนับถือการเกาะกันเป็นกลุ่มและ การเอาอย่างกัน ราวกับว่าเต๋ามี “อำนาจเร้นลับ” ที่คุ้มครองเราอยู่

เต๋าเปรียบได้กับเส้นทางบินของนกที่กำลังกระพือปีกบินอยู่บนท้องฟ้า

เมื่อได้ศึกษาจนเข้าใจคัมภีร์เต๋าอย่างถ่องแท้และนำไปถือปฏิบัติแล้ว เราจะมี “เต๋าประจำตัวของเราเอง” ซึ่งรักษา “ความสมดุล” ในตัวเราไว้ในขณะที่ใช้ชีวิต “เป็นอยู่” กับเต๋า อย่างไรก็ดี บางคนอาจรู้จักและเป็นอยู่กับเต๋ามาแต่กำเนิดโดยมิรู้ตัว ก็ได้

จักรวาลได้เกิดและ “เป็นอยู่” กับ “ความสมดุล” มานานกว่า 13,800 ล้านปีแล้ว ฉะนั้น เมื่อความสมดุลของโลกถูกทำลายไป การเป็นอยู่ของเราก็จะประสบปัญหา

นักชีววิทยาทางทะเลพบว่า แมงกะพรุนที่มีพิษฆ่า คนได้ภายใน 2-3 นาที กำลังมีเพิ่มขึ้นสุดขีดติดต่อกัน ใน 5 ปีก่อน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากปลาใหญ่ที่กิน แมงกะพรุนทั้งหลาย ได้ลดน้อยลงอย่างรวดเร็วติดต่อกันมา่นาน เนื่องจากถูกทุนสามานย์จับไปขายเชิงอุตสาหกรรมจนขาดความสมดุลในทะเล ยิ่งกว่านั้น แมงกะพรุนร้ายเหล่านี้กำลังทำให้ปลาแซลมอนและอื่นๆที่เป็นอาหารของเรา ลดน้อยลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย

แก่นของ “เต๋า” คือ “จิตหนึ่ง” ที่ปรากฏออกมา เป็นคู่ๆ: ฟ้า-ดิน หญิง-ชาย หยิง-หยาง ให้-รับ รวย-จน กลางวัน-กลางคืน จิต-กาย เกิด-ตาย ร้อน-หนาว สุข-ทุกข์ ตน-ผู้อื่น มิตร-ศัตรู รัก-เกลียด ฯลฯ

ในขณะที่เราใช้ชีวิตกับคู่ธรรมชาติต่างๆดังกล่าว “จิตหนึ่ง” ก็ป้อนพลังให้เรา “เป็นอยู่” กับความสงบสุขโดยทันที คือ มิต้องรอให้ถึง “วันหน้า” “ชาติหน้า” หรือ “จุดหมายปลายทาง” ในอนาคตก่อน

เมื่อเต๋าเป็นเส้นทางที่อำนวยความสงบสุขแก่เราแล้ว จุดหมายปลายทางก็ย่อมไร้ความหมาย

จริงๆแล้ว คู่้ธรรมชาติดังกล่าวไม่ได้อยู่ตรงข้ามกันเลย แต่กลับเสนอสนองกัน พึ่งพิงกัน ตลอดจนเอื้อประโยชน์ต่อกันและกัน ดังเช่นคู่แมลงผึ้งกับดอกไม้

คัมภีร์เต๋ากล่าวถึงคู่ “ฟ้า-ดิน” ไว้ว่า “สวรรค์กับพิภพอยู่ได้ชั่วนิรันดร ด้วยต่างมิได้แยกกันอยู่เพื่อตัวเอง” คือ ฟ้าดินทำ “การบูรณาการ” เข้าด้วยกัน พึ่งพิงกัน อย่างคู่ “กลางวัน-กลางคืน” ที่ผนึกกันเป็น “หนึ่งเดียวกัน” ของ 24 ชั่วโมง

ปรมาจารย์ยุทธศาสตร์สงครามซุนจื้อ สมัยหลังพระพุทธเจ้าเล็กน้อย ได้ประยุกต์ “การบูรณาการ” ดังกล่าวเข้าเป็น “กฎศีลธรรม” ที่นายพลต้องเรียนรู้ในตำราพิชัยสงครามของตน ชื่อว่า “ศิลปการสงคราม” อนึ่ง จักรพรรดินโปเลียนและนายพลทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา ได้ทดสอบตำรานี้ในสมรภูมิจนประสบชัยชนะกันมาแล้ว

คัมภีร์เต๋าเขียนด้วยอักษรจีนโบราณราว 5,000 คำ ในรูปบทกลอนสั้นๆ แต่จุความ มากมีด้วยสาระล้ำลึก ยิ่ง:“นามที่บ่งบอกได้มิใช่นามที่ทรงความถาวรตายตัว นามที่บ่งบอกไม่ได้คือผู้ให้กำเนิดความกว้างใหญ่ไพศาล นามที่บ่งบอกได้คือมารดาผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งปวง”

เมื่อเราสมมตินามชื่อขึ้นมาเพื่อแยกแยะ “ผู้คนความคิดวัตถุ” ออกจากกัน ชื่อที่เรากำหนดไว้แน่นอนก็กลายเป็น “ภาพนิ่ง” ที่สื่อให้เราหลงผิดมองเห็นแต่ภาวะ “ถาวรไม่จริง” ของชื่อกับเจ้าของชื่อผู้สะกดชื่อด้วยอักษรตัวเดิมตลอด เราจึงไม่เห็นภาวะ “ไม่ถาวรจริง” ของเจ้าของชื่อผู้แปรเปลี่ยนตามวัยวุฒิ คุณวุฒิ วุฒิภาวะ ตลอดจนประสบการณ์ส่วนตัวไปเรื่อยๆ ส่วนนามที่บ่งบอกไม่ได้คือประสบ การณ์ภายในตัวเราที่เราไม่สามารถสื่อออกมาเป็นถ้อยคำได้ถูกต้องครบถ้วน

คัมภีร์เต๋าอุดมด้วยสาระพึงใฝ่ใจ:“อย่าเิทิดทูนผู้ทำได้สำเร็จ เพื่อผู้คนไม่โต้แย้งกัน อย่าตีราคาสูงส่งให้กับสิ่งที่หาได้ยาก เพื่อผู้คนไม่เป็นโจร บัณฑิตพึงทำจิตให้ว่าง ดูแลท้องให้อิ่ม เลิกทะเยอทะยาน ให้กระดูกแข็งแกร่งไว้” จงระวังความอิจฉาริษยากับกิเลส ทำจิตให้ว่างกับรักษาสุขภาพ และให้อ่อนนอกแต่แข็งในไว้

คัมภีร์เต๋า่ยังมีสาระล้ำลึกเชิงปฏิทรรศน์:“เมื่อตระหนักดีว่าเราไม่มีอะไรขาดเหลือแล้ว โลกนี้ทั้งโลกเป็นของเราทันที..ใจที่ให้ มีแต่ได้รับ..กฎหมายยิ่งมาก โจรยิ่งชุึม..คนรู้ไม่พูด คนพูดไม่รู้..” ยิ่งไม่อยากได้ก็ยิ่งได้ ยิ่งอยากได้(ระเบียบ)ก็ยิ่งไม่ได้(ระเบียบ) ยิ่งไม่อวดรู้ก็ยิ่งไม่โง่ ยิ่งอวดรู้ก็ยิ่งโง่

จุดเด่นคัมภีร์เต๋าอยู่ที่บทปุจฉาวิสัชนาน่าสนใจ: “ชื่อเสียงกับสุขภาพ อะไรสำคัึญกว่ากัน? สุขภาพกับสมบัติ อะไรมีคุณค่ากว่ากัน? กำไรกับขาดทุน อะไรวิบัติกว่ากัน?”

ท่านเล่้าจื้อวิสัชนาว่า “ลุ่มหลงตนมากก็ลงทุนมาก โลภมหันต์ก็สูญมหันต์ รู้จักพอเพียงก็พ้นเสื่่อมเสีย รู้จักหยุดยั้งก็ปลอดภัย นี่คือเต๋็าแห่งทางอยู่รอด” ชื่อเสียงเงินทองไม่สามารถอำนวยความมั่นคงปลอดภัยหรือความสงบสุขให้แก่เราได้เลย โลภโมโทสันสู่กำไร/ขาดทุนคือความวิบัติหายนะ และสุขภาพคือคุณค่าที่ยัง “เป็นอยู่” กับชีวิตเรา

องค์ทะไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณพุทธทิเบตองค์ที่ 14 ทรงให้สัมภาษณ์สื่อไว้ว่า “เพื่อนชาวอเมริกันร่ำรวยหลายพันล้านดอลลาร์คนหนึ่ง ได้สารภาพกับข้าพเจ้าไว้ว่า เงินทองทั้งหมดที่เขามีอยู่ ไม่ได้อำนวยความสงบสุขให้แก่เขาเลย”

ความโลภโมโทสันเงินทองยังก่อให้เกิดปัญหานานัปการ อาทิ “ความเหลื่อมล้ำ” ทางรายได้ในสังคม นิตยสารบลูมเบิรค์รายงานว่า ในปี 2556 บรรดาประธานบริหารกิจการขนาดใหญ่ ได้รับค่าจ้างมากเป็น 205 เท่าของพนักงานระดับทั่้วไป โดยเพิ่มขึ้นอีก 20% จากปี 2552 ด้วยซ้ำไป ส่วนเงินบำนาญอีกชุดหนึ่งของประธานฯ ก็ได้เติบโตเป็น 200-300 เท่า ของพนักงานทั่วไป

บลูมเบิรค์เปิดเผยว่า ในปี 2557 ประธานฯเกรก สไตน์เฮเฟลแห่งกิจการขายปลีกยักษ์ใหญ่ทาร์เก็ต สหรัฐฯ พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุข้อมูลเครดิตการ์ดลูกค้านับล้านคนรั่วไหลออกไป แต่ก็ยังได้รับเงินเฉพาะบำนาญอย่างเดียวรวมถึง $47 ล้านเหรียญ นับเป็น 1,044 เท่า ของพนักงานทั่วไป

คัมภีร์เต๋าในบทที่ 53 ประนามผู้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมไว้ว่า “มิใยท้องนาถูกทอดทิ้งและยุ้งข้าวอยู่ว่างเปล่า..ผู้ปกครองบ้านเมืองก็ยังประดับตัวด้วยอาภรณ์วิจิตร..กระชับด้วยพระขรรค์สง่างาม.. เฉลิมฉลองด้วยสุราอาหารฟุ่มเฟือย..สะสมความมั่งคั่งส่วนตัวต่อไป..นี่คือการกระทำอย่างโจรมหาโจร..ที่มิได้เป็นอยู่กับเต๋า”  นักการเมืองที่โกงกินขายชาติบ้านเมืองพึงสำเหนียกบทนี้ไว้

เต๋าคือเส้นทางที่ “เป็นอยู่” ใน “ความสมดุล” กับคู่ “รวย-จน” สู่ “ความรู้สึกพอเพียง” ตรงข้ามกับ “เส้นทางวัตถุเงินทองนิยม” ที่ชักนำให้เราหลงผิดมุ่ง “มี” อย่างหนูตะเภาที่วิ่งแข่งกันในเส้นทางวกวน เพียงเพื่อให้ “มี” วัตถุเงินทองอย่างไม่น้อยหน้าชาวบ้านและตาม “โลภโกรธหลง” แห่งอัตตา มิใยความวิบัติเบื้องหน้า ดังเห็นได้จากจากโรงพยาบาลและเรือนจำที่รัฐสร้างได้ไม่ทัีนกับความต้องการของสังคมวัตถุเงินทองนิยมในปัจจุบัน

ท่านเล่าจื้อฝากข้อคิดไว้ว่า “เป็นอยู่กับอดีตก็โศรกซึม เป็นอยู่กับอนาคตก็วิตกกังวล เป็นอยู่กับปัจจุบันก็สงบสุข”

เมื่อออกจากเต๋าไป “เป็นอยู่” กับอดีตหรืออนาคตกาล เราก็รู้สึก โศรกซึมหรือวิตกกังวล ซึ่งเป็นอาการโรคจิตผิดกฎแห่งธรรมชาติ และสูญสิ้นพลังกับความห้าวหาญที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาชีวิตให้ลุล่วงไปตามธรรมชาติ

แต่เมื่ออยู่กับเต๋าและ “เป็นอยู่” กับปัจจุบันกาล เราเห็น “จิตหนึ่ง” “พุทธะ” ทันที รู้สึกสงบสุขกลมกลืนกับกฎแห่งธรรมชาติ และมีพลังกับความห้าวหาญดังกล่าว นี่คือ “อำนาจเร้นลับ” ของเต๋าที่คุ้มครองเราอยู่ตลอดเวลา

“ชีวิตเต๋า” เปรียบได้กับ “สายน้ำ” ที่ “เป็นอยู่” อย่างเพศหญิง อ่่อนนอกแต่แข็งใน ไหลเทไปอำนวยประโยชน์ต่อโลก มิเคยพักเพื่อวิวาท มุ่งค้นหาทางรอดผ่านรูเข็มในโขดหิน โอบรอบแผ่นดินให้เป็นเกาะ กระโจนจากผาสูงอย่างห้าวหาญ ลอยตัวลงไปกระแทกแผ่นหินแข็งแกร่งเบื้องล่าง แตกกระจายเป็นฟอง รวมตัวกันไหลเทต่อไป จวบจนสิ้นสุดพลังในมหาสมุทร โดยมิได้นำสิ่งหนึ่งใดติดตัวมาด้วยแม้แต่ชิ้นเดียว

“ชีิวิตไร้เต๋า” เปรียบได้กับชีวิตที่กำลังถูกโลภโกรธหลงภายในตัวเรา ปล้นจี้บงการเราอยู่ เราจึงต้องปลดแอกตัวเองตามวิถีทางและด้วยความตั้งใจ จริงของตัวเอง เพื่อจะได้กลับไป “เป็นอยู่” กับเต๋า อย่างเมื่อแรกเกิด 

ทำไมผู้คนนับแต่โบราณกาลจึงยกย่องเต๋า? ท่านเล่าจื้อตอบว่า “ผู้ไม่รู้ย่อมหยั่งรู้ได้จากเต๋า ผู้ทำผิดย่อมพ้นผิดจากเต๋า”  เต๋าคือจิตตื่นรู้เชิง อัชฌัตติกญาณหรือจิตรู้เอง เป็นการหยั่งรู้ที่เหนือกว่าความรู้ที่วัดตวงด้วย ปริญญาบัตร เมื่ออยู่นอกเต๋าหรือไร้จิตตื่นรู้ฯ เราย่อมทำผิดกฎแห่งธรรมชาติได้ แต่เต๋าก็ไม่ถือโทษ คือ เรา “เป็นอยู่” กับเต๋าได้ทุกเมื่อ



แม้ไม่ได้เป็นศาสนามาแต่เดิม ลัทธิเต๋าคือศูนย์กลางของศาสนาทั้งปวง และเป็นทางออกของมนุษยชาติทุกยุคสมัีย สู่การเป็นอยู่ในความสมดุลและความสงบสุขที่แท้จริง อันเป็นยอดปรารถนาของชาวโลกทั้งปวง.

Tuesday, February 17, 2015


Horizon of Mayan Temple Ruins, Tulum, Mexico


Mayan Temple Ruins, Tulum, Mexico


The Search

No matter whether you were living in the Mayan period 
or trying to survive in today's technological world,
deep in your natural mind,
your will be subconsciously searching for serenity and eternity
amidst your rat races for money and materials just to be ahead of your neighbors.

What is critical is to do your search at the right place.

In looking for something, you can do it in a dark room where you can see nothing,
or in an illuminated room where you can see something.

By casting your sight outward,
you are looking at the world in front of you all at once.

You are searching for a needle in a haystack and do not find it.
You are actually looking for something in a dark room.

By casting your sight inward,
you are looking at the world inside of you at once.

You are searching for a needle in a familiar space.
You are actually looking for something in an illuminated room.

Only when you look inward can you find the magnificent power of enlightenment within you: 

the power to guide you toward a meaningful life
--one with serenity and eternity--

One with Timelessness.


Dhanarat Yongvanichjit
January 8, 2007
MindMatters Blog
เคล็ดลับมองโลก
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com

 อาจารย์จวงจื้อ (พ.ศ. 174-257) เป็นปราชญ์แห่งลัทธิเต๋าที่ปรมาจารย์เล่าจื้อได้วางรากฐานไว้ คัมภีร์ “เต๋าเต็กเก็ง” อมตะของท่านเล่าจื้อมีสาระที่คู่ขนานกับพระธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างน่าพิศวงยิ่ง ท่านจวงจื้อจึงมี “เคล็ดลับ” ในการมองโลกที่น่าสนใจทีเดียว

วันหนึ่ง ขณะเดินทางผ่านป่าละเมาะ ท่านจวงจื้อกับกลุ่มลูกศิษย์พบต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ยืนโดดเดี่ยวแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นบริเวณกว้างอยู่กลางทุ่ง แต่มีลำต้น กิ่งก้านคดงอบิดเบี้ยวเป็นท่อนสั้นๆตลอดทั้งต้น

        “ดูซิ ต้นคดงอไร้ประโยชน์ เนื้อไม้ไม่ตรงยาวพอที่จะเอาไปสร้างบ้านทำเตียงโต๊ะเก้าอี้ได้ ชาวบ้านจึงไม่ตัดโค่น” ท่านจวงจื้อชี้ให้เห็นเหตุผลอยู่รอดของต้นไม้นี้ แล้วนำลูกศิษย์ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าแก่คนหนึ่งในหมู่บ้าน

หลังจากที่ได้ทักทายอาคันตุกะด้วยความตื่นเต้นยินดียิ่ง เพื่อนก็สั่งลูกชายคนโตให้หุงหาอาหารต้อนรับขับสู้คณะผู้มาเยือนทันที

“พ่อ..มีห่านอยู่สองตัว ตัวหนึ่งทำเสียงร้องได้ อีกตัวร้องไม่ได้ พ่อให้เอาห่านตัวไหนทำกับข้าวดีฮะ?”

“เอาห่านที่ร้องไม่ได้ซิลูก เืมื่อร้องไม่ได้แล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?”

วันรุ่งขึ้น หลังจากที่ได้ขบคิดเหตุการณ์เกี่ยวกับต้นไม้และห่าน บรรดาลูกศิษย์ก็ขอหารือกับท่านจวงจื้อ

“ท่านอาจารย์ที่เคารพ ต้นไม้คดงอไร้ประโยชน์ จึงอยู่รอด ส่วนห่านร้องไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์ กลับไม่อยู่รอด ท่านมีจุดยืนประการใดต่อ ‘มีประโยชน์’ กับ ‘ไร้ประโยชน์’ ขอรับ?”

“ต้นคดงอใช้ทำอะไรไม่ได้มากไร้ประโยชน์ก็จริง แต่มีใบไม้แผ่กระจายร่มเงาให้ผู้คนได้รับประโยชน์พักร้อนจากแสงแดดแรงกล้า ห่านร้องไม่ได้ไร้ประโยชน์ก็จริง แต่มีประโยชน์เป็นอาหารดับความหิวโหยได้ ต้นไม้ก็ดี ห่านก็ดี ต่างมีส่วน ‘มีประโยชน์’ กับ ‘ไร้ประโยชน์’ เป็นคู่ๆอยู่ในตัวเอง…” ท่านจวงจื้อตอบโดยละเอียด พลางชี้ให้เห็น “ข้อผิดพลาด” ที่พบบ่อยในการมองโลกว่า

 “…แต่เรากลับหลง ‘เลือก’ มองเฉพาะส่วนหนึ่งใดในธรรมชาติเท่านั้น”

ทั้งนี้ เพราะเราเลือกมองด้วย “ใจลำเอียง” ชอบหรือไม่ชอบส่วนหนึ่งใดในต้นไม้หรือห่านนั้น แล้วตีราคาประเมินคุณค่าให้กับสิ่งนั้นๆ ใจลำเอียงคือ “ใจยึดติด” ที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม ตลอดจนการโกงกินขายชาติบ้านเมือง

ท่านจวงจื้อเผยเคล็ดลับมองโลกข้อแรกไว้ว่า

“จงมองอย่างพญามังกรซิ เดี๋ยวแปลงตัวเป็นงูเล็กเลื้อยอยู่บนดิน เดี๋ยวเป็นมังกรยักษ์กางปีกกว้างใหญ่สง่างามบินขึ้นท้องฟ้าหายเข้ากลีบเมฆไป”
       
        พญามังกรมองโลกอย่างไร? เรามาทำความเข้าใจกับธรรมชาติตามลัทธิเต๋าสักเล็กน้อยก่อน

ตามปกติ เรามองเห็นธรรมชาติในลักษณะที่มีภาวะตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ:เกิด-ตาย จิต-กาย ตน-ผู้อื่น ฟ้า-ดิน หัว-ก้อย หญิง-ชาย หยิง-หยาง มิตร-ศัตรู รัก-เกลียด สุข-ทุกข์ นิพพาน-วัฏสงสาร ธรรม-อธรรม ฯลฯ โดยมองเห็นได้ในสองระดับ: รูปธรรมและนามธรรม

ในระดับรูปธรรม เรา “หลงผิด” มองเห็นแต่ละคู่เป็น “ตัวตน” ที่ตายตัวถาวรชั่วนิรันดร ไม่สัมพันธ์กัน โดยเป็นเอกเทศต่อกัน คือ มี “เกิด” โดยไม่มี “ตาย” มี “จิต” โดยไม่มี “กาย” ได้ ซึ่งขัดกับความเป็นจริงในธรรมชาติ และมองเห็นอาทิ “ตน-ผู้อื่น ” เป็นข้าง “ซ้าย-ขวา” ของคู่ถุงมือ นี่คือการมองโลกตาม “คติทวินิยม”

ในขณะมองดู “น้ำ-ดิน” ด้วยคติทวินิยม เราจะเห็น “น้ำบาดาล” เป็นตัวตนที่มีอยู่ชั่วนิรันดรและไม่สัมพันธ์กับอะไรทั้งสิ้น ทุนนิยมก็พากันสูบขึ้นมาขายด้วย “ต้นทุนต่ำ-กำไรงาม” ผลกระทบก็คือแผ่นดินกรุงเทพมหานครกำลังทรุดต่ำลงราว 1.5 นิ้วต่อปี และหน่วยราชการสำคัญๆจะถูกน้ำ่ท่วมอย่างถาวรอีกไม่นานเกินรอ

ภาวะทั้งหลายในธรรมชาติสัมพันธ์กันหมด ไม่มีอะไรอยู่อย่างเอกเทศ วันหนึ่ง เมื่อพลังความร้อนของดวงอาทิตย์เกิดลดลงมากเกินไปด้วยชราภาพ หรือเมื่อดาวพระเคราะห์จูปิเตอร์ยักษ์เกิดหลุดออกจากวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ สุริยะจักรวาลที่ “เป็นอยู่” ของเรา ก็จะสูญเสีย “ความสมดุล” เข้าสู่วาระอวสาน ทั้งนี้ ตามสัจธรรมอนิจจัง

 เมื่อหลงมอง “ตน-ผู้อื่น” แล้วหลงตนมากกว่าผู้อื่น เราจะยึดติดตนมากกว่าผู้อื่น เมื่อหลงผู้อื่นมากกว่า เราจะยึดติดผู้อื่นมากกว่า และเมื่อหลงไม่มากไม่น้อยกว่ากัน เราจะยึดติดตนผู้อื่นพอๆกัน ตกอยู่ในภาวะ “ทวิบท” ปั่นป่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ส่วนในระดับนามธรรม เรามองเห็นคู่ อาทิ “หัว-ก้อย” เป็น “ชุด” ที่ไม่เป็นเอกเทศต่อกัน คือ แยกออกจากกันไม่ได้ของเหรียญ “เรือ-พาย” เป็นชุดฯอุปกรณ์เดินทาง “คนอยู่ปลายกระดาน” เป็นชุดฯกระดานหก “ตน-ผู้อื่น” เป็นชุดฯผู้คน “มีประโยชน์-ไร้ประโยชน์” เป็นชุดฯต้นไม้หรือตัวห่าน และ “กลางวัน-กลางคืน” เป็นชุดฯ 24 ชั่้วโมง

แต่ละส่วนของแต่ละชุดฯ ต่างอาศัยพลังงานจากธรรมชาติ “บูรณาการเข้าด้วยกัน” เป็นชุดฯของตัวเอง มิฉะนั้น โลกจะไม่มีธรรมชาติเหล่านี้

เมื่อบูรณาการแล้ว แต่ละส่วนของชุดฯต่าง “สัมพันธ์กัน” ให้ “เป็นอยู่” ใน “ความสมดุล” ทรง “ความเป็นหนึ่งเดียวกัน” เป็น “จิตหนึ่ง” จนกว่าจะแตก ดับไปตาม “กฎแห่งธรรมชาติ” ทั้งนี้ เป็นการมองโลกตาม “คติเอกนิยม”

ในชุดฯ “ตน-ผู้อื่น” ผู้มีเมตตาจิตต่อตัวเอง ย่อมมีเมตตาจิตต่อผู้อื่น ผู้มองเห็นความทุกข์ของเด็กทารกพิการแล้ว ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ด้วย ไม่มากก็น้อย เราจึงไม่มีตน ไม่มีผู้อื่น ไม่มีพวกเขา ไม่มีพวกเรา เพราะเราต่างเชื่อมโยงถึงกันและไม่ได้เป็นเอกเทศต่อกัน

ที่ว่า “เราได้เพราะเขาให้” นั้น จริงๆแล้ว “เขา” ได้จากใครมาก่อน? เมื่อเสกขึ้นมาเองไม่ได้ เขาก็ย่อมต้องได้มาจาก “ผู้อื่น” ดังนั้น “เขา-ผู้อื่น” ก็คือคู่ที่ “บูรณาการเข้าด้วยกัน” “สัมพันธ์กัน” “เป็นอยู่” ด้วย “ความเป็นหนึ่งเดียว กัน” อย่างแยกกันไม่ออก ในทำนองเดียวกับ “เขา-เรา” ฉะนั้น เราได้เพราะ “เรา” ให้ต่างหาก

การแปลงตัวให้อยู่ได้ทั้งบนฟ้าและดิน นั้น แสดงว่าพญามังกรมองเห็น “ฟ้า-ดิน” เป็นคู่ที่ “บูรณาการเข้าด้วยกัน” และ “สัมพันธ์กัน” ให้ “เป็นอยู่” ใน “ความสมดุล” ตามธรรมชาติ คือ เห็น “ฟ้า-ดิน” เป็นบ้านหลังเดียวตามคติเอกนิยม ไม่เห็นเป็นสองหลังแยกกันอยู่ตามคติทวินิยม

เคล็ดลับมองโลกข้อสองของท่านจวงจื้อคือ เราพึุง “ตื่นรู้” ไว้เสมอ ให้ระมัดระวังไม่ละเมิดขอบเขตของผู้หลงอยู่กับคติทวินิยม เพื่อจะได้ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” จากผู้หลงยึดติด “ตน” (แม่มดจอมอิจฉาริษยาในนิทานอมตะเรื่องสโนว์ไวท์กับคนแคระเจ็ดคน) และจากผู้หลงยึดติด “ผู้อื่น” ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา (กลุ่มการเมือง) โดยฝากคำเตือนใจอมตะไว้ว่า

“อย่าทำตนเป็นคนมีประโยชน์ดีเด่นเกินไปจนผู้อื่่นรู้สึกอิจฉาริษยาหมายปองร้าย และอย่าทำตนเป็นคนไร้ประโยชน์สิ้นดี จนผู้อื่นรู้สึกเกลียดชังหมายกำจัด”

        ตามคติทวินิยม เมื่อหลงยึดติดอยู่กับ “เกิด” “ชีวิต” “วัตถุ” หรือ “เงินทอง” เราจะบังเกิด “ความกลัวตาย” เพราะไม่ต้องการพลัดพรากจากชีวิตและสรรพสิ่งนอกกาย ซึ่งกลายเป็น “หน้าตาทั้งหมด” ของเรา ยิ่งหลงมากก็ยิ่งกลัวตายมาก ทหารค่ายคติทวินิยมยอมพ่ายแพ้ต่อความกลัวตายของตนก่อนออกศึกสู้รบกับศัตรูด้วยซ้ำไป

ชีวิตที่โกงกินขายชาติบ้านเมือง คือชีวิตที่หลง “โกงกินตัวเอง” โดยยึดติดวัตถุเงินทองอำนาจอย่างไม่รู้จักอิ่มพอ และมุ่งหวังให้สิ่งนอกกายล้นฟ้าท้ามหาสมุทรที่ตนได้ฉกฉวยขโมยขโจรมาได้เหล่านี้ มีอำนาจเนรมิตรตนให้เป็นอมตะบุคคลตลอดไป เพื่อจะได้ไม่กลัวตาย นับเป็นโรคจิตผิด “กฎแห่งธรรมชาติ” ที่ทำให้คนโกงตัวเองนี้ ไม่สามาถทำคุณประโยชน์แท้จริงต่อตนเองหรือสังคมส่วนรวมเลย

ชีวิตตามคติเอกนิยมไม่ “ครอบครอง” ธรรมชาติ  แต่เป็นชีวิตที่ “เป็นอยู่” “สัมพันธ์” “เชื่อมโยง” กับธรรมชาติ เครื่องอ่านคลื่นสมองเอฟเอ็มอาร์ไอได้พิสูจน์แล้วว่า เราสามารถสื่อสารกันโดยเพียงแต่ส่งกระแสจิตถึงกัน ขณะที่ทฤษฎีเกี่ยวกับแควนตั้มทำให้เราเข้าใจเหตุผลที่บางคนสามารถมองเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ในภาพถ่ายอาคารที่ปิดมิดชิด ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็น “ความเป็นหนึ่งเดียว” หรือ “จิตหนึ่ง” ในธรรมชาติ

สรุป ท่านจวงจื้อมิได้มีจุดยืนอยู่กับคติทวินิยม คือ ไม่ได้มองแต่ละคู่ของธรรมชาติในสภาพตายตัวชั่วนิรันดร ไม่สัมพันธ์กัน โดยเป็นเอกเทศต่อกัน และไม่เลือกมองด้วยอคติใจลำเอียงยึดติดแต่อย่างใด


ท่านจวงจื้อมีจุดยืนอยู่ที่คติเอกนิยม ท่านมีเคล็ดลับให้มองโลกเยี่ยงพญามังกร โดยเห็นธรรมชาติเป็นคู่ๆที่บูรณาการเป็นหนึ่งเดียวกันบนความสมดุล คือ มี “จิตหนึ่ง” และท่านให้มองด้วย “จิตตื่นรู้” ที่ไม่ละเมิดขอบเขตของผู้หลงอยู่กับคติทวินิยม ทั้งนี้ เพื่อชีวิตจักได้ดำเนินไปอย่างกลมกลืนกับ “เส้นทางชีวิตและคุณธรรม” แห่งลัทธิเต๋า.
เปาบุ้นจิ้น
ผู้พิพากษาตงฉิน
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com


“เปาเส็ง” (พ.ศ.1542-พ.ศ.1605) เป็นข้าราชการ และผู้พิพากษาโด่งดังที่สุดในราชวงศ์ซ้อง นายเดวิดวู แห่งวารสารเอเปิคไทมส์ ได้เขียนประวัติสั้นๆของท่าน เปาไว้ มีสาระน่าสนใจ ดังนี้
       
ระหว่างรับราชการ ท่านเปาขับเคี่ยวกับคดีฉ้อ ราษฏร์บังหลวงด้วยความห้าวหาญ โดยสามารถ พิพากษาคดีสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน และนำผู้ละเมิด กฎหมายตัวจริงมาลงโทษได้สำเร็จ เช่น ท่านเปาได้ พิพากษาลงโทษผู้ว่าราชการจังหวัดกังฉินทั้งหลาย และญาติโยมทั้งปวงของข้าราชการชั้นสูงในคดีละเมิดสิทธิชาวบ้าน ตลอดจนบรรดาพ่อค้าร้อยเล่ห์พัน เหลี่ยมที่พยายามหลีกเลี่ยงกฏหมาย เป็นต้น ทั้งนี้ ท่านเปาไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้น

        ท่านเปาไ้ด้รับความนับถือและความนิยมชมชอบอย่างกว้างขวางจากราษฏรในภูมิภาคที่ท่านรับราชการอยู่ อุปนิสัียใจคอแบบตรงไปตรงมา ไร้อัตตา ตลอดจน การพิจารณาคดีความอย่างเที่ยงธรรม ส่งผลให้ท่านได้ รับการขนานนามว่า “เปาชิ้งเถียน” หรือ “เปาฟ้าใส” โดยเป็นที่รู้จักกันในไทยว่า “เปาบุ้นจิ้น”

        สมัยนั้น ข้าราชการฝ่ายกฎหมายและในวังนิยมใช้มาตรการทรมานร่างกาย เพื่อบีบคั้นให้ผู้ถูกกล่าวหา ยอมรัีบผิด ทั้งที่ไม่ผิด ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาที่บริสุทธิ์ หลายคนถูกพิพากษาลงโทษผิดตัวฟรีๆ

        ท่านเปามุ่งแก้ปัญหาต่างๆที่ชาวบ้านหรือขุนนาง ได้ก่อไว้ ด้วยการใช้สติปัญญาอันหลักแหลม การคิดที่ เถรตรงแบบไม้บันทัด การสืบสวนสอบสวนอย่างทะลุ ปรุโปร่ง การสังเกตพฤติกรรมคู่กรณีอย่างใกล้ชิด  การประยุกต์วิชาความรู้ การใช้ไหวพริบเฉียบไว ตลอดจนการมีความอดทนอดกลั้นทั้งปวง โดยมิได้ใช้มาตรการทรมานจำเลย อย่างที่ข้าราชการคนอื่นๆทำกันอยู่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ส่งผลให้ท่านเปามีชื่อเสียงเป็นผู้พิพากษาที่สามารถขบเงื่อนงำในคดีความต่างๆได้แตกหมด จนเป็นที่เลื่องลือว่าท่านเปาคือนักสืบชาวจีนคนแรกที่น่าจะโด่งดังที่สุดในตำนานจีน

        ทุกวันนี้ เรามักเห็นท่านเปาออกมาเป็นตัวละครบน เวทีการแสดงต่างๆ โดยได้รับการตบแต่งหน้าด้วยสีดำ ให้แลดูเคร่งขรึม มีรูปปานเป็นพระจันทร์เสี้ยวติดอยู่บนหน้าผาก และมีผู้เก่งกาจทางศิลปการต่อสู้ยืนอยู่ข้างๆ

        ท่านเปาถือกำเนิดมาในครอบครัวที่คงแก่เรียน ในวัยเด็ก ท่านขยันเล่าเรียนเขียนอ่านมาก เมื่ออายุได้ 29 ปี ท่านสามารถสอบผ่านข้อสอบคัดเลือกข้าราช การได้หมดทุกระดับ จนได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งจากพระมหาจักรพรรดิ ให้เป็นข้าราชการระดับเทศมณฑล ซึ่งเล็กกว่าจังหวัดแต่ใหญ่กว่าตัวเมือง

        ในขณะเริ่มรับราชการ บิดามารดาผู้สูงอายุของท่านเปาก็กำลังประสบปัญหาสุขภาพทรุดโทรม ล้มป่วยเป็นประจำ ด้วยจิตกตัญญูกตเวทีต่อพระคุณ บิดามารดา ท่านเปาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอันทรงเกียรติ ย้ายถิ่นฐานกลับบ้านไปดูแลทั้งสองท่านอยู่เกือบสิบปี จวบจนท่านสิ้นลมหายใจ

        หลังจากที่ได้ทำหน้าที่บุตรกตัญญูแล้ว ท่านเปาก็กลับเข้ารับราชการอีก และด้วยความฉลาดสุขุมรอบคอบที่มีอยู่แล้ว ท่านเปาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นข้าราชการฝ่ายกฎหมายในเมืองหลวงของราชวงศ์ซ้อง ชื่อว่า “เมืองไคฟอง” ซึ่งเป็นถิ่นฐานบ้านช่องของเหล่าขุนนางและตระกูลทรงอำนาจอิทธิพลทั้งหลายทั้งปวง

        กระนั้นก็ตาม ท่านเปามิได้หวั่นใจ กลับลงมือปฏิรูปโครงสร้างหน้าที่ฝ่ายตุลาการอย่างจริงจัง จนเมืองไคฟองมีระบบระเบียบสำหรับดำเนินคดีอย่างเป็น กิจจะลักษณะได้ภายในเวลาหนึ่งปี

        เดิมที โจทก์ต้องเขียนขอความยุติธรรมบนแผ่น กระดาษและยื่นคำร้องต่อเลขานุการศาล เพื่อรับฟ้อง แต่บ่อยครั้ง ตระกูลทรงอำนาจอิทธิพลผู้ตกเป็นจำเลย นิยมติดสินบนเลขาฯ เพื่อใ้ห้ล้มคดี

ท่านเปาปฏิรูประบบตุลาการใหม่หมด อนุโลมให้ฟ้องร้องต่อศาลด้วยปากเปล่าได้ โดยไม่ต้องยื่นแผ่นคำร้องใดๆ ชาวบ้านยากจนด้อยการศึกษาก็สามารถหลุดรอดจากมือมืดบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยข้าราชการชั่วรับสินบน ตัวบทกฎหมายในเมืองหลวงก็เริ่มมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ท่านเปาจึงได้รับสมญานามต่อมาว่า “ผู้พิพากษาหน้าเหล็ก”

        ครั้งหนึ่ง เมืองไคฟองถูกน้ำท่วม ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนกันทั่ว ท่านเปาสอบสวนแล้วพบว่า สาเหตุเกิดจากการที่บรรดาตระกูลทรงอำนาจอิทธิพล ได้สร้างสวนหย่อนใจและศาลาใหญ่โตคร่อมแม่น้ำไว้โดยผิดกฎหมาย ทำให้น้ำส่วนต้นของแม่น้ำไหลล้นขึ้นทั้งสองฝั่ง ท่วมบ้านราษฏรใกล้เคียง ก่อให้เกิดความเสียหายเดือนร้อนกันทั่ว

        ท่านเปาออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยทันที และขีดเส้นตายวันรื้อถอนไว้ด้วย ทว่า เจ้าของสิ่งปลูกสร้างรายหนึ่งกลับนิ่งเฉย ไม่ใยดีต่อ คำสั่งศาล ท่านเปาก็เชิญมาสอบถาม ส่วนเจ้าของฯ ก็ตอบรับด้วยการยื่นเอกสารโฉนดที่ดินแสดงตนเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์โดยชอบ

        เมื่อประสบกับหลักฐานพยานเอกสาร ซึ่งโดยทั่วไปหนักแน่นกว่าพยานบุคคล ท่านเปากลับไม่ย่อท้อ พยายามทบทวนดูโฉนดที่ดินใบนั้นทุกตารางนิ้ว จน พบจุดบกพร่องจุดหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นโฉนดปลอม

        ท่านเปาออกคำสั่งซ้ำสองให้่เจ้าของโฉนดปลอมทำการรื้อถอนสวนหย่อนใจโดยทันที ในขณะเดียวกัน ท่านก็ออกเดินทางไปขอเข้าเฝ้าองค์พระมหาจักรพรรดิ์ เพื่อถวายบัีงคมทูลคดีโฉนดปลอมแด่พระองค์ โดย มิสนใจต่อการทักท้วงโต้แย้งแข็งขันจากตระกูลทรงอำนาจอิทธิพล ต่อมาอีกมิช้านาน การรื้อถอนสวนหย่อนใจนั้นก็เกิดขึ้น ในที่สุด ปัญหาน้ำท่วมก็จบสิ้นไป

        ท่านเปาเป็นผู้มีระเีบียบวินัยเข้มแข็ง กอปรด้วยความซื่อตรงและเที่ยงธรรมต่อทุกคน ครั้งหนึ่ง ลุงของท่านเปาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและถูกผู้เสียหายฟ้องร้องในศาล ท่านเปาออกคำสั่งเรียกลุงผู้ไม่เคารพกฎหมายมาสอบสวนที่ศาล แล้วให้เจ้าพนักงานศาลใช้ไม้หวายฟาดตีบนตัวคุณลุงของตน 100 ครั้ง เพื่อลงโทษให้เข็ดหลาบ

        ท่านเปาเข้มงวดกวดขัีนกับครอบครัวตนเองอยู่เสมอ แม้จะอยู่ในตำแหน่งข้าราชการชั้นสูง ท่านเปาก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเรียบง่าย ลูกๆก็รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ ใช้แต่เสื้อผ้าเรียบง่าย ยกเว้นกรณีไปเยี่ยมเพื่อนฝูงหรืองานสมาคมสังสรรค์

        เมื่อไม่มี “จิตนิยมในวัตถุเงินทอง” ท่านเปาก็ใช้ชีวิตแบบพอเพียงเรียบง่าย ไม่ห่วงใยกับการที่จะต้องพลัดพรากจากสรรพสิ่งนอกกาย เพราะมี “จิตนิยมในคุณธรรม” ที่เสริมสร้างความหมายแท้จริงให้กับชีวิต ด้วยการยืนหยัดพิทักษ์กฎหมายบ้านเมืองอย่างจริงจัง จนกลายเป็น “วีรบุรุษ” ผู้ปราบปรามข้าราชการกังฉินและตระกูลทรงอำนาจอิทธิพลที่สุมหัวกันละเมิดสิทธิ์ เบียดเบียนราษฏรทั่วไป ราวกับว่าบ้านเมืองนี้เป็น “เมืองเถื่อน” และ “เมืองขึ้น” ต่อ “เงินทองกับอำนาจมืด” ของข้าฯคนเดียว

        เมื่อย่างเข้าวัยชรา ท่านเปาตั้งกฎเหล็กไว้กับลูกๆ ว่า “หากลูกๆเข้ารับราชการแล้วฝ่าฝืนกฎหมายหรือฉ้อ ราษฏร์บังหลวง พ่อจักไม่อนุญาตให้กลับไปอยู่บ้านเกิด และไม่ให้ใช้สุสานของวงศ์ตระกูลเป็นที่ฝังศพตัวเอง ความเป็นพ่อลูกจักขาดออกจากกันทัีนที”

        ในที่สุด ท่านเปาก็ถึงแก่อนิจกรรม ลูกๆต่างจำเริญรอยตามพ่อ สามารถสอบผ่านข้อสอบคัดเลือกข้าราชการ มีโอกาสเข้ารับราชการ สะท้อนให้เห็น การมีคุณธรรมทั้งหลายของผู้เป็นพ่อ และได้รับคำชื่นชมโดยทั่วกันว่า เป็นข้าราชการที่กอปรด้วยคุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์และความเที่ยงธรรมเยี่ยงท่านเปา แบบ “ผลไม้ตกไม่ไกลต้น”

        จากการอุทิศตนอย่างไม่ย่อท้อต่อการธำรงรักษาความศักดิ์สิทธ์ของกฎหมายบ้านเมืองไว้ ท่านเปาได้กลายเป็นอนุสรณ์แห่งความยุติธรรมและการลงโทษเพื่อความยุติธรรมในหมู่ชนชาติภูมิภาคตะวันออกไกล     

เป็นที่ประจักษ์ชัดเมื่อพันกว่าปีมาแล้วว่า ตัวบทกฎหมายก็คือ “เสือกระดาษ” ดีๆนั่นเอง หากปราศจากผู้ พิพากษาตงฉินผู้กอปรด้วยคุณธรรมเยี่ยงท่านเปา


เห็นได้ว่า ท่านเปาทำงานด้วย “อิทธิบาทสี่” คือ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสาอย่างแท้จริง.

Saturday, January 17, 2015

ใบหน้านั้น สำคัญไฉน?
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต

      ใบหน้าคืออวัยวะที่เรามองเห็นได้บ่อยที่สุดในแต่ละวัน ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างทำงาน เดินทาง หรือสมาคมสังสรรค์

      ตำราโหงวเฮ้งใบหน้าของฝรั่งมีหรือไม่? ถ้ามี เขามีข้อสังเกตอะไรบ้าง?

      กลุ่มนักวิจัยพฤติกรรมนักบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย ริเวอร์เดล สหรัีฐอเมริกา สถาบันศึกษาธุรกิจลอนดอน สหราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ค พบว่า ผู้ชายที่มีใบหน้าทรงกลม (มีส่วนกว้างระหว่างด้านข้างขอบแก้มทั้งสองที่ยาวกว่าส่วนสูงระหว่างคิ้วกับริมฝีปากบน) มักทำการเจรจาต่อรองเงินโบนัส ในวงเงินราว 66,000 บาท สูงกว่าชายอื่นที่มีใบหน้าทรงไข่ (มีส่วนกว้างที่สั้นกว่าส่วนสูง)

      ผลวิจัยในที่นี้ ไม่ได้พาดพิงถึงใบหน้าทรงอื่นเลย ฉะนั้น ผู้มีหน้าเหลี่ยมหน้าแบน หน้าอ่อนหน้าแก่ หน้ากึ่งกลมหน้ากึ่งไข่ ฯลฯ ก็อย่าเพิ่งดีใจ เสียใจ หรือ ร้อนใจ ว่า บทความนี้กำลังชมหรือนินทาเราทางอ้อมแน่ๆเลย คือ อย่าเพิ่ง “ถึงบางอ้อก่อนเรือออก” ก็แล้วกัน

      วารสารภาวะผู้นำรายสามเดือนรายงานว่า ผู้วิจัยดังกล่าวให้นักศึกษาชาย 60 คน สวมบทบาทเป็นพนักงานใหม่ที่เพิ่งได้รับการบรรจุตำแหน่งงาน โดยแบ่งเป็นคนหน้ากลม 30 คน และคนหน้าไข่ 30 คน แต่ละคนทำการเจรจาต่อรองประเด็นเงินโบนัสสมมติกับนักศึกษาอีกคนหนึ่ง ซึ่งสวมบทบาทเป็นพนักงานบรรจุตำแหน่งงาน ปรากฏว่า คนหน้ากลมมักเจรจาเงินโบนัสในวงเงินที่สูงกว่าคนหน้าไข่ถึง 66,000 บาท คือ คนหน้ากลมมักต้องการเงินและกล้าเสี่ยงมากกว่าคนหน้าไข่

      ในวิจัยอีกรายหนึ่ง นักวิจัยกลุ่มเดียวกันให้ นักศึกษาปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ 46 คน สวมบทบาทซื้อและขายที่ดินสมมติแปลงหนึ่ง ปรากฏว่า ในฐานะผู้ขาย นศ.หน้ากลมมักเจรจาขายในวงเงินที่สูงกว่านศ.หน้าไข่มาก ส่วนในฐานะผู้ซื้อ นศ.หน้ากลมก็มักเจรจาซื้อในวงเงินที่ต่ำกว่านศ.หน้าไข่มากเช่นกัน

       บุคคลหน้ากลมที่นักวิจัยยกเป็นตัวอย่างไว้ มีอาทิ เลียวนาร์โด้ ดีคาปรีโอ (ดารานำชายเรื่องไททานิก) โรนาล รีแกน (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ไมค์ เดล์ล (ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารกิจการคอมพิวเตอร์เดล์ล) และอัลคาโพน (อาชญากรน่าเกรงขามสมัย 95 ปีก่อน)

      ส่วนบุคคลหน้าไข่ มีอาทิ ไรอัน เรโนล์ส (นักแสดงนำฝ่ายชาย) รอน พอล (นักการเมืองโด่งดัง) และเฮนรี่ พอลซั่น (อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง สหรัฐฯ) โกลแมน แซ็กส์ (อดีตประธานบริหารบรรษัทการเงิน) และจอนห์ เลนนอน (นักร้องนักแต่งเพลงวงเดอะบีเติลส์) เป็นต้น

      เมื่อสามปีก่อน นักวิจัยที่ริเวอร์เดลได้ทำการวิจัยความสหสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงใบหน้ากับความสำเร็จในงาน โดยดูที่รูปทรงใบหน้าของประธานบริหารกิจการใหญ่โตขนาดติดอันดับ 500 กิจการแรกที่นิตยสารฟอร์บส์จัดไว้ พบว่า ประธานฯ ผู้มีใบหน้ากลมมักเป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการที่มีสถานะภาพการเงินมั่นคงแข็งแกร่งกว่าสถานะภาพการเงินในกิจการที่ประธานฯ ผู้มีใบหน้าไข่ควบคุมดูแลอยู่

      นอกจากนี้ กลุ่มนักวิจัยยังได้ชี้ให้เห็นผลงานดีเด่นของนักบริหารใบหน้ากลมเป็นรายบุคคล คือ นายเจฟ อิมเมลต์ ประธานบริหารบรรษัทจีอี ผู้กล้าย้อนกระแสความคิดของคณะทีมงาน โดยสั่งให้ปฏิรูปนโยบายกิจการ เพื่อตอบรับค่านิยมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนของสังคม ยังผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ถือหุ้นในที่สุด

      นักบริหารใบหน้ากลมดีเด่นอีกคนหนึ่งได้แก่ นาย เฮอร์บ เคลลีเออร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตประธานบริหาร สายการบินเซาวท์เวสต์ ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลรักษา สถานะภาพทางการเงินของกิจการให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงอยู่ด้ตลอดเวลา   

      ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาการจัดการ ดร.ไมเคิล ฮาเซลฮุน ที่ริเวอร์เดล วิจัยพบว่า ขนาดของใบหน้ากลมมีส่วนสหสัมพันธ์เชิงบวกกับปริมาณของฮอร์โมน เพศชายในตัวผู้ชาย คือ ใบหน้ายิ่งออกทรงกลมมาก ก็ยิ่งมีฮอร์โมนดังกล่าวมาก และพบว่า ผู้ชายที่มีฮอร์โมนนี้มาก มักมีความรู้สึกต้องการใช้อำนาจครอบงำกิจการที่ตนทำงานอยู่มาก

      อย่างไรก็ตาม ใบหน้ากลมมิใช่กุญแจวิเศษสู่ความสำเร็จในเรื่องการเงินเสมอไป นักวิจัยพบด้วยว่า แม้ว่าคนหน้ากลมมีความห้าวหาญในการเจรจาต่อรองเชิงตัวต่อตัว แต่มีผลงานไม่มากเท่ากับคนหน้าไข่ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องมีการร่วมมือประสานงานกันหรือการผ่อนปรนเข้าหากันกับผู้อื่น

      นักวิจัยที่ริเวอร์เดลพบด้วยว่า ผู้ชายหน้ากลมมักมีแนวโน้มสูงที่จะ “ใช้กลยุทธ์หลอกลวงฝ่ายตรงข้ามในระหว่างเจรจาต่อรอง” และ “ใช้กลยุทธ์คดโกงเพื่อเพิ่มพูนกำไรทางการเงิน”

      ดร.ฮาเซลฮุนชี้แนะว่า แม้จะเปลี่ยนรูปทรงใบหน้าไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้ โดยเสริมว่า “ผู้มีใบหน้ากลมพึงตระหนักไว้ว่า ผู้อื่นอาจมองเห็นตนเป็นผู้ไม่ยอมใครง่ายๆ ดังนั้น จงพยายามสร้างบรรยากาศร่วมอกร่วมใจกันไว้ใน ขณะทำการเจรจาต่อรองกันอยู่ โดยเฉพาะในกรณีที่ตนต้องการให้ความร่วมมืออยู่ก่อนแล้ว

      ดร.ฮาเซลฮุนเตือนด้วยว่า “ผู้มีใบหน้าทรงไข่พึงตระหนักไว้ว่า ผู้อื่นอาจมองเห็นตนเป็นผู้ไร้น้ำยา ไร้น้ำหนัก ดังนั้น จงระวังอย่าเผลอตัวปล่อยให้คู่เจรจาลอบ เอาเปรียบได้ง่ายๆ”

      เมื่อปี 2556 นักวิจัยที่ริเวอร์เดลพบว่า เพื่อนร่วมงานมักรู้สึกว่า คนหน้ากลมนี่ไม่น่าไว้วางใจเลย และมักแสดงพฤติกรรมเห็นแก่ตัวออกมามากผิดปกติ ในขณะที่ตนปฏิสัมพันธ์กับคนหน้ากลม

      นักวิจัยเปิดเผยไว้กับฮัฟฟิ่งตันโพสต์ไว้ว่า ผลวิจัยเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับผู้หญิงเลย และมีข้อสังเกตด้วยว่า ผู้ชายหน้ากลมมักมีพฤติกรรมแบบ “ด้านได้-อายอด” ทำให้สามารถมีทายาทและบรรลุเป้าประสงค์ได้ง่ายกว่าชายหน้าไม่กลม และได้เปรียบกว่าชายอื่นในด้านการวิวัฒนาการทางพันธุกรรม โดยเฉพาะในเรื่องแข่งขันช่วงชิงทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เพื่อความอยู่รอดของตนกับทายาท

      สรุปแล้ว ตำราโหงวเฮ้งใบหน้าฝรั่งนั้น เขาให้สังเกตดูที่รูปทรงใบหน้า ตามผลผลวิจัยดังกล่้าว ซึ่งเป็นเพียงดรรชนีชี้แนะ “แนวโน้ม” ของพฤติกรรมบริหารใน “กิจการค้ากำไร” เท่านั้น
     
       ธรรมชาติได้สร้างใบหน้าดีๆมาให้แล้ว เราจึงไม่ควรไป “หาเหาใส่หัว” จ้างผู้อื่นทำการยืดหดแก้มสองข้าง แพทย์อาจตัดคางให้สั้นขึ้นไปได้นิด และร่นคิ้วทั้งคู่ลงมาได้หน่อย แค่พอไม่ให้ปิดนัยตาจนมืดมิดมองไม่เห็น ขอเพียงอย่าให้ใบหน้าใหม่ออกมาคล้ายมนุษย์ต่างดาวในภาพยนตร์เรื่องอีทีก็แล้วกัน

      ส่วนฮอร์โมนเพศชายนั้น หากผู้ใดคิดจะอัดฉีดเพิ่มเติม เพื่อให้มีผลงานน่าตื่นเต้นแบบนักบริหารหน้ากลม ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะฮอร์โมนนี้มีข้อดี ข้อเสีย ข้อเสี่ยง ตลอดจนข้อข้างเคียงอันอาจไม่พึงปรารถนาอยู่มากมาย เช่น การมีลูกดก เป็นต้น

      การทำกำไรให้ได้เงินมากที่สุดเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่สำคัญที่สุด เพราะ “วัตถุเงินทองนิยม” รังแต่จะหล่อเลี้ยงอัตตากับกิเลส ก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความปั่นป่วนในสังคม ตลอดจนนรกบนดิน

      ที่สำคัญกว่าก็คือการมี “จิตนิยม” ที่รู้จักผ่อนสั้น ผ่อนยาว ร่วมมือบ้าง แข่งขันบ้าง ให้บ้าง รับบ้าง ไม่มุ่งหวัีงรับประโยชน์แต่ลูกเดียว ตลอดจนมีความ รู้สึกซาบซึ้งใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในสิ่งดีงามที่เขาทำอยู่ รวมทั้งคู่แข่งที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองจนเก่งกาจยิ่งขึ้น

      เมื่อเจรจาต่อรองกันด้วยทัศนะคติดังกล่าวแล้ว ทุกรูปทรงใบหน้าก็จะสามารถกำชัยชนะได้ด้วยกันหมด ไม่มีใครพ่ายแพ้ต่อโลภโกรธหลงเลย

      ดังนี้คือการสวมใบหน้าที่ไม่กลมไม่ไข่ ส่งผลให้สามารถนำความอยู่รอดและเจริญสุขมาสู่ตัวเอง ส่วนรวม และมนุษยชาติ.


แชมป์มุสา
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com

        ในบรรดาศีลห้าทั้งหมด ผู้ละเมิดศีลข้อสี่ “มุสาวาทา เวรมณี” ด้วยเจตนาหลอกลวงให้ผู้รับรู้คำมุสาเสีย ประโยชน์ คือผู้ที่ทำให้ผู้รับรู้นั้น “ตายทั้งเป็น” ไม่สามารถ รับรู้ความเป็นจริง ทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่

       ส่วนผู้ใดละเมิดศีลข้อใดหรือไม่ นั้น เรามี “องค์ของศีล” ซึ่งประกอบด้วยบันทัดฐานสำหรับสอบ วัดการละเมิดศีลแต่ละข้อ เมื่อผู้ใดละเมิดบันทัดฐาน  ทุกข้อของศีลข้อใด ผู้นั้นก็ได้ทำให้ศีลข้อนั้นขาด

      “องค์ของศีล” สำหรับศีลข้อสี่่มีบันทัดฐานอยู่สี่ข้อ คือ มี 1)เรื่องไม่จริง 2)จิตคิดกล่าวให้ผิด 3)การพยายามกล่าวให้ผิด 4)การให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องนั้น

      ในเรื่องเก่าเล่าใหม่ต่อไปนี้ เดิมเล่าโดย ชาร์ลส ดาวน์นิ่ง บรรดาเซียนผู้กล่าวมุสาได้ทำให้ศีลข้อสี่ขาด หรือไม่ ก็ขอเชิญวินิจฉัยด้วยวิจารณญาณ

      กาลครั้งหนึ่งในแว่นแคว้นอาร์เมเนีย พระราชาผู้ ครองราชย์ทรงมีพระราชดำริให้จัดกิจกรรมแปลก ใหม่ขึ้นในพระราชฐาน เพื่อทรงพระสำราญ

      พระราชาทรงมีพระบัญชาประกาศเชิญชวนประชาราษฎร์ ให้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลเรื่อง “โกหกพกลม” โดยมีกติกาง่ายๆว่า ผู้ใดที่พระองค์ทรงหลงเชื่อเรื่อง มุสาว่าเป็นความจริง และทรงชมว่าพูดโกหกได้เก่ง จริง ผู้นั้นจะไ้ด้รับพระราชทานพระสุวรรณแอปเปิลที่ ทำด้วยทองคำแท้ล้วนๆงามแวววับยิ่งของพระองค์

      มิช้านาน พสกนิกรจากทุกมุมเมืองทุกหมู่บ้าน เจ้าชายมากมีจากแคว้นข้างเคียง ชาวนา นักบวช ผู้มีฐานะมั่งมีลงไปถึงฐานะุมีมั่งไม่มีมั่ง ตลอดจนผู้ มีรูปร่างสูงเตี้ย อ้วนผอม ดำขาว ผมดกผมแล้ง ผมมีเหาผมไม่มีเหา ฯลฯ ต่างมุ่งหน้าสู่พระราชฐาน เพื่อช่วงชิงพระสุวรรณแอปเปิลใบงามยิ่งนั้น

      ในที่สุด วันแข่งขันชิงตำแหน่ง “แชมป์มุึสา” ไม่จำกัดรุ่นก็มาถึง ผู้แข่งขันทั้งหมดไม่มีใครตกอยู่ ในสภาพ “ใจสู้แต่ขาสั่น” แม้แต่น้อย ต่างผลัดกันขึ้น เวที แสดงโวหารโกหกพกลมด้วยความมั่นใจยิ่ง ต่างเชื่อมั่นนักหนาว่า ตนคือ “นักปั้นน้ำเป็นตัว” ระดับ ไร้เทียมทาน

      อันที่จริง พระราชาทรงสดับเรื่องโกหกพกลม ในทุกรูปแบบและสีสันมาแล้วนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ บรรดาเซียนโกหกที่ผลัดกันขึ้นเวทีทูลเรื่องมุสา ทั้งปวง จึงไม่สามารถดลพระทัยให้พระองค์โปรด  แย้มพระโอษฐ์ หรือทรงพระสรวลแม้แต่น้อย ในที่สุด พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สิ้นสุดการแข่งขันลง กลางคัน ด้วยไม่ปรากฏมีผู้ใดที่พูดโกหกได้เก่งจริง

      ในบัดดล ยาจกชายชราผอมโซคนหนึ่ง ห่อหุ้มตัวด้วยผ้าปอนๆขาดกะรุ่งกะริ่ง แขนทั้งสองมีแต่หนังหุ้มกระดูก โอบอุ้มโถน้ำดินเผาสูงราวศอกเก่าๆใบหนึ่ง เดินกระย่องกระแย่งนำร่างอิดโรยขึ้นเวที วางโถน้ำลงบนพื้น แล้วคุกเข่าถวายบังคมพระราชา

      “สูเจ้าต้องการอะไร?” พระองค์ทรงมีพระราช ดำรัสถามขึ้นทันที

      “ขอเดชะ พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ใต้ฝ่าละอองธุัลีพระบาททรงติดหนี้ทองคำหนึ่งหม้อไหไว้กับข้าพระพุทธเจ้านานมาแล้ว… จึงมาขอกราบ บังคมทูลพระกรุณา พระราชทานหนี้ทองคำนั้นคืน แก่ข้าฯด้วย พระพุทธเจ้าข้า” ยาจกทูลตอบดังฟัง ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะไมมีฟันหน้าเหลืออยู่เลย

      “เหลวไหล สูเจ้านี่่ช่างพูดโกหกได้เก่งจริง ข้าพเจ้าไม่เคยเป็นหนี้ทองคำใครเลย” พระองค์ทรง มีพระราชดำรัสสวนกลับทันควัน
     
      “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าพูดโกหกได้เก่งจริง เชียวหรือ พระพุทธเจ้าข้า? ข้าพระพุทธเจ้าใคร่ขอ พระราชทานพระสุวรรณแอปเปิลใบนั้นแก่ข้าฯด้วย ในฐานะที่ชนะเลิศแข่งขันพูดโกหกพกลมวันนี้ พระพุทธเจ้าข้า” ยาจกทูลตอบด้วยไหวพริบแหลมคม ในขณะที่รู้สึกเสียวคอขาดนิดๆ

      พระราชาทรงตระหนักทันทีว่า ยาจกกำลังใช้ เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายมิชอบ จึงทรงมีพระราชดำรัสถาม
กลับไปว่า

     “สูเจ้าพูดโกหกแล้ว…หรือนี่?”

      “ขอเดชะ พระราชอาญามิพ้นเกล้า ถ้าข้าพระ พุทธเจ้ายังไม่ได้พูดโกหก ข้าฯก็ขอกราบทูลใต้ฝ่า ละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานหนี้ทองคำหนึ่งหม้อไหนั้นคืนให้กับข้าฯ ด้วย พระพุทธเจ้าข้า” ยาจกทูลทวงหนี้อีกทันที พลางกัดฟันยอมเสี่ยงคอขาดต่ออีกหน่อย

      ในที่สุด พระราชาก็พระราชทานตำแหน่ง “แชมป์มุสา” พร้อมทั้งพระสุวรรณแอปเปิลให้ยาจก ทันที

      นักการเมืองไทยผู้นิยมการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่สั่งเข้ามาจากต่างประเทศ นั้น มีอยู่จำนวน หนึ่งที่เป็น “่นักปั้นน้ำเป็นตัว” ไร้เทียมทาน นิยมให้ คำมั่นสัญญาเท็จต่อปวงชน เช่น สัญญาว่าจะบริหาร ชาติบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตยุติธรรม เป็นต้น เพื่อจูงใจให้หย่อนบัตรเลือกตั้งให้ตน

       ทว่า เมื่อชนะเลือกตั้งแล้ว นักการเมืองสามานย์ ยอดมุสาเหล่่านี้ ก็เริ่มสุมหัวกันโกงกินขายชาติอย่าง มโหฬาร และใช้อำนาจเถื่อนทำนุบำรุงเฉพาะพื้นที่ ที่ตนได้ปลูกฝังนโยบายประชานิยมของตนไว้

       นักการเมืองสามานย์เหล่านี้จึงได้ล่วงละเมิด บันทัดฐานครบทั้งสี่ข้อใน “องค์ของศีล” สำหรับศีลข้อ ห้ามมุสาวาทา คือ ได้ทำศีลข้อสี่ขาดอย่างชัดเจน

      ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองชั่วเหล่านี้ ก็คือคนไร้ “สัจจะ” ที่เป็น “ธรรมอันเอก” อยู่ในใจ และย่อมพร้อม ที่จะทำบาปกรรมทุกอย่างได้หมด ไม่ว่าจะเผาบ้านเผา เมือง โกงกินขายชาติ ซื้อขายตำแหน่งงานราชการ เป็นเข่งๆ หรือซื้อชีวิตคู่ต่อสู้ราวกับผักปลา
     
      ในขณะเดียวกัน “กฎแห่งธรรมชาติ” ในจักรวาล อันทรง “ความสมดุล” ก็จักทำหน้าที่ลงโทษผู้ทำบาป กรรมดังกล่าวโดยปริยาย โดยก่อให้เกิด “ความรู้สำนึกผิด” ในใจลึกๆลงไปว่า ตนได้ละเมิด “ความรู้สำนึกในศีลธรรม” ที่ธรรมชาติได้บันทึกไว้ ในรหัสพันธุกรรม ซึ่งนักจิตวิทยามหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยค้นพบแล้ว

      “ความรู้สำนึกผิด” นี้ มีชีวิตชีวาอยู่ในเรือนร่างที่ยังหายใจอยู่ โดยมีลักษณะเป็น “ความทรงจำที่เกาะติดอยู่ในเนื้อเซล์ลของร่างกาย” ซึ่งมีพลังงานส่ง “คลื่นความถี่เชิงลบ” ออกมา้้เป็นอารมณ์กลัว โกรธ วิตกกังวล แค้นเคือง ขมขื่น ต่ำต้อย เศร้าสลด โศรกซึม ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นดอกผลของ “ความรู้สำนึกผิด” ทั้งหลายที่สะสมหมกหมักอยู่ในจิตใต้สำนึกติดต่อกัน มาช้านาน

       สมาคมแพทยศาสตร์แผนโฮมีโอพะธีย์ สหรัฐฯ ซึ่งอาศัยกลไกธรรมชาติเยียวยาโรค เตือนไว้ว่า “คลื่นความถี่เชิงลบนี้บ่อนทำลายภูมิต้านทานในร่างกาย ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยและเป็นโรคมะเร็งคุกคามชีวิตได้โดยมิรู้ตัว”

      ตามนัยเรื่องเก่าเล่าใหม่นี้ บรรดาผู้เข้าแข่งขัน กล่าวมุสามิได้ทำศีลข้อสี่ขาด เพราะไม่ได้ละเมิด “องค์ของศีล” ข้อที่สี่ คือ ไม่ได้ทำให้ผู้อื่น (พระราชา) หลงเชื่อคำมุสา แต่ก็ทำให้จิตใจของผู้กล่าวมุสาเองเศร้าหมองได้


      ส่วนนักการเมืองสามานย์ที่ขยันโง่ใช้มุสาวาทา หลอกลวงหากินกับปวงชน นั้น ได้ล่วงละเมิดศีลข้อสี่ นี้อย่างแน่นอน แถมได้ทำบาปกรรมดังกล่าวมาแล้ว จึงน่าจะเตรียมตัวรับ “ผลกรรมชั่ว” ของตนตาม “กฎแห่งธรรมชาติ” ไม่ช้าก็เร็ว ดังตัวอย่างที่มีให้เห็น ตำตาอยู่หลายราย เพราะยังไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น จาก “กฎแห่งกรรม” เลย.

Saturday, January 3, 2015

มะเร็งการเมือง
โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
dhanarat333@gmail.com

        ประเทศไทยเปรียบได้กับ “คนมีกรรม” ที่ตกอยู่ใน “วงจรอุบาทว์ทาง การเมือง” อยู่นาน สูญเสียโอกาสพัฒนาตนเองอย่างน่าเสียดายยิ่ง เนื่องจากขาดเสถียรภาพทางการเมืองมาตลอด

        “วงจรอุบาทว์” ดังกล่าวประกอบด้วยการเลือกตั้งที่ซื้อขายนักการเมือง การตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด การซื้อขายศักดิ์ศรีข้าราชการ การโกงกินขายชาติ การประท้วงขับไล่ทรราช การพลีชีพของวีรชนกับทหารหาญ การทำรัฐประหาร การจัดระบบงานใหม่ ฯลฯ 

         “วงจรอุบาทว์” ก่อให้เกิด “ทุกข์” มหันต์ เพราะผู้คนในสังคมจำนวนมาก รับเอา “ค่านิยม” ที่ยึดถือ “วัตถุเงินทองอำนาจ” “สรรพสิ่งนอกกาย” มาเป็นสรณะ โดยมีต้นกำเนิดมาจาก วัฒนธรรมต่างแดนที่นิยม “การผลิตวัตถุ” อย่างบ้าคลั่ง คือ “ผลิตเพื่อผลิต” จนได้ก่อให้เกิดมลภาวะและทำลายนิเวศวิทยาอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” ที่เริ่มคุกคามความมั่นคงทางสังคมกับเศรษฐกิจอยู่ทั่วโลก

        “การผลิตวัตถุ” ทำให้มีการขาย กำไร เงินทอง ตลอดจนอำนาจ เมื่อบริ หารด้วยจิตโลภโมโทสัน ก็ส่งผลให้เกิด “วัฒนธรรมอัปมงคล” ที่ถือว่า “ใครมีเงินถือเป็นน้อง ใครมีทองถือเป็นพี่” “รวยอย่างไรก็ได้ จะได้ไม่เสียชาติเกิด” “ไม่โกงไม่รวย” “ยิ่งรวย บารมียิ่งมาก” “ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน ค่าของงานอยู่ที่การกระทำ” “ชีวิต จิตใจ อวัยวะคนสัตว์ วัตถุสิ่งของ ล้วนตีราคาซื้อขายกันได้หมด” “ไม่มีของฟรี” “การบริโภคล้นเกินโอ้อวดเงินทองคือการมีหน้าตาสง่างาม” ฯลฯ

ผลผลิตเลวร้ายของ “วัฒนธรรอัปมงคล” ที่นิยม “วัตถุเงินทองอำนาจ” นี้ ได้แก่ “นักการเมืองที่บูชาเงินทองและใฝ่หาอำนาจเพื่อตัวเอง” ซึ่งก็คือ “ตัวมะเร็งการเมือง” ที่พร้อมที่จะโกงกินขายชาติ เผาบ้านเผาเมือง ฯลฯ เพื่อให้ได้มาซึ่ง “สรรพสิ่งนอกกาย” ราวกับว่าเป็นพันธกิจอันยิ่งใหญ่แห่งชีวิตตน

ในช่วงที่คลื่นลมทางการเมืองกำลังปลอดพ้นจากการโกงกินขายชาติอยู่นี้ นับเป็นจังหวะเหมาะที่ผู้รักชาติศาสน์กษัตริย์ทั้งหลาย จะหันมาร่วมกันหาตอบโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไร “มะเร็งการเมือง” จะไม่หวนกลับมาครองเมืองกันอีก?  

ในการนี้ ผู้เขียนใคร่ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการ เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนพันธกิจอันยิ่งใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนี้

(1) โดยที่ไทยมิได้ปกครองด้วยระบอบ “เทวาธิปไตย” ที่ยึดคำสอนของ พระผู้เป็นเจ้าส่วนตนเป็นหลักสูงสุดในการปกครองประเทศ อย่างเช่นบางประเทศในภาคตะวันออกกลาง แต่ไทยมีพระพุทธศาสนาที่เปิดกว้างให้ทุกคนเลือกระบอบการปกครองตามที่เห็นสมควร และยังเปิดกว้างให้ศาสนาต่างๆ เผยแผ่คำสอนของพระบรมศาสดาตนได้อย่างอิสระเสรีบนแผ่นดินไทย

คสช. น่าจะพิจารณาให้มีมาตรการส่งเสริมการเผยแผ่คำสอนของพระบรมศาสดาโลก ทั้งทางสื่อมวลชนและสื่อสังคมอย่างกว้างขวาง เพื่อว่าความรู้ข้อมูลที่เป็นของอริยบุคคล จะได้ซึมซับเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้มีจิตศรัทธา โดยให้ทำในลักษณะ “ยาดีไม่จำต้องขม” เพื่อให้เป็นยาบำบัด “มะเร็งการเมือง” ต่อไป

คำสอนในศาสนามีอานุภาพเจาะลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้มีจิตศรัทธาได้มาก สังเกตได้ว่า ในสมัยกรุงสุโขทัย ก็ดี กรุงรัตนโกสินทร์ ก็ดี บ้านกับวัดพุทธมักอยู่ห่างกันแค่ได้ยินเสียงระฆังวัด พระธรรมที่สอนให้ชาวนาชาวไร่มีจิตตื่นรู้และเบิกบาน ได้ซึมซับเข้าไปในรหัสพันธุกรรมของชาวบ้านมากว่า 700 ปี จน “ยิ้มสยาม” โด่งดังไปทั่วโลก และ “น้ำใจไทย” ก็เป็นที่ชื่นชอบของชาวสวีเดนราวสี่หมื่นคน ซึ่งพากันอพยพมาอยู่อย่างถาวรเต็มเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 

(2) โดยที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่สมัยสุโขทัย อีกทั้งเป็นศาสนาหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจศึกษาเพิ่มเติมจากปัญญาชนในประเทศต่างๆอยู่ไม่น้อย คณาจารย์สาขาวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา มักขอเข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ ผู้นำจิตวิญญาณพุทธทิเบต เพื่อขอศึกษาพระธรรม และผู้มีจิตศรัทธาชาวอเมริกันนับหมื่นแสนคน มักเดินทางไปฟังคำปราศรัยขององค์ทะไลลามะ ขณะเสด็จเยือนสหรัฐฯอยู่เป็นประจำ   

คสช.น่าจะพิจารณาให้มีมาตรการดูแลคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยยกระดับกรมการศาสนาขึ้นเป็น “กระทรวงการศาสนา” เพื่อเร่งรัดฟื้นฟูวัดพุทธทั่วประเทศอย่างจริงจัง โดยร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่น ให้วัดพุทธมี “สมรรถภาพ” ทำหน้าที่เผยแผ่พระธรรม พัฒนาจิตวิญญาณของผู้มีจิตศรัทธา ตลอดจนรื้อฟื้น ทำนุบำรุงวัฒนธรรมไทยเดิมอันงดงาม ซึ่งก็เป็นที่ชื่นชมของชาวต่างชาติจำนวนมาก ให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองสืบไป
  
ทั้งนี้ เพื่อให้วัดพุทธมีสมรรถภาพบำรุงรักษาสุขภาพจิตวิญญาณของผู้มีจิตศรัทธา ในทำนองเดียวกับที่โรงพยาบาลบำรุงรักษาสุขภาพกายของประชาชน ถ้าวัดพุทธเป็นอัมพาธไป อย่างที่กำลังเป็นอยู่หลายแห่ง ผู้มีจิตศรัทธาจะหมดโอกาสลิ้มรสพระธรรม และจะขาดภูมิคุ้มกันต่อ “ค่านิยม” ที่ยึด “สรรพสิ่งนอกกาย” เป็นสรณะ ส่งผลให้เกิดปัญหาทางจิตวิญญาณที่คุกคามความมั่นคงแห่งชาติได้

อย่าลืมว่า พระพุทธศาสนามีพุทธเศรษฐศาสตร์ (Small is Beautiful by E. F. Schumacher) พุทธนิเวศวิทยา (การทำตนดั่งภมรผึ้ง) พุทธภาวนาจิต (วิถีพัฒนาจิต) พุทธรัฐศาสตร์ (ธรรมาธิปไตย) ตลอดจนทศพิธราชธรรม (คุณธรรมผู้ปกครองบ้านเมือง) สำหรับบริหารชาติบ้านเมืองสู่ความเจริฐสุขอย่างยั่งยืนอยู่พร้อมมูล

(3) โดยที่ชาติไทยคือองค์กรขนาดใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินไทย การบริหารราชการจึงเป็นเรื่องสลับซับซ้อนยิ่ง ด้วยเหตุนี้ กระบวนการป้องกันแก้ไขปัญหาระดับชาติย่อมมีความน่าเป็นไปได้สูงที่จะประสบอุปสรรคอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่เชิงลบที่มีผลกระทบต่อพันธกิจของคสช.ได้

คสช.น่าจะพิจารณาสร้าง “ระบบสำรวจปวงชน” ขึ้นมา เพื่อหยั่งรู้ความรู้สึก ข้อเสนอแนะ ตลอดจนกระแสสังคมในสี่ภาคเป็นประจำ เพื่อนำ “ผลสำรวจปวงชน” มาพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายของคสช.ให้ประสบผลดี

“ระบบสำรวจปวงชน” คือเทคนิคในการรวบรวม “ข้อมูลป้อนกลับ” เกี่ยวกับการบริหารงานขององค์การภาคเอกชน ตามเทคนิคพัฒนาองค์การ ในสาขาวิชาจิตวิทยาองค์การและอุตสาหกรรม แม้กระทั่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีประชากร 1.3 พันล้านคน ก็ใช้เทคนิค “ข้อมูลป้อนกลับ” นี้ ในการสำรวจปวงชนอย่างต่อเนื่องและเป็นกิจลักษณะมานานแล้ว

(4) โดยที่ทรัพยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาชาติบ้านเมือง งานพัฒนาสังคมย่อมมีความสำคัญยิ่งกว่างานพัฒนาเศรษฐกิจ ข้อสำคัญ ในยุคโลกาภิวัฒน์ของทุนนิยม ซึ่งยังขาด “ความรู้สำนึกในศีลธรรม” อยู่มากนี้ ชนชั้นเศรษฐีขึ้นไป มีแต่จะร่ำรวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆจนทะลุฟ้า ชนชั้นกลางยังพอมีโอกาสขยับขึ้นเป็นเศรษฐีได้บ้าง แต่วาสนาแบบนี้มีแต่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนชนชั้นยากจนโดยทั่้วไป อนิจจา จะหมดสิทธิ์ “ลืมตาอ้าปาก” ขยับขึ้นเป็นชั้นกลาง กลายเป็นจุดอ่อนที่ผู้มุ่งร้ายต่อชาติศาสน์กษัตริย์จะเข้าไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวอันมิชอบได้

คสช.น่าจะพิจารณาทบทวนหลักการเหตุผลการก่อตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ใหม่หมด แล้วพิจารณาสถาปนา “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ” ขึ้นแทน รวมทั้งทบทวนข้อสังเกตที่ว่า “คนขยันฉลาด” ย่อมมี “ผลิตภาพ” สูงกว่า “คนขยันโง่” หรือ “คนดีย่อมส่งผลให้เกิดเศรษฐกิจดี” และ “คนไทยจำนวนมากเป็นคนขี้อิจฉาริษยา” เพื่อจะได้มีกลไกที่จำเป็นเหมาะสมกับงานพัฒนาสังคมต่อไป


ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้รักชาติศาสน์กษัตริย์ทั้งหลาย จะพร้อมใจกันทำหน้าที่ปกปักษ์รักษา “สิทธิ” ทางการเมืองของตน ด้วยการแสดง “ความรับผิดชอบ” ช่วยกันหาทางกำจัด “มะเร็งการเมือง” ไม่เป็น “ไทยเฉย” เพื่อว่าตนกับบุตรหลานจะได้ไม่ต้องเป็น “คนมีกรรม” ที่ “ตีนถีบปากกัด” อยู่ใน “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ที่ “รีดเลือดปู” ด้วยใจอำมหิตของคนบูชาเงินทองบ้าอำนาจ เพียงไม่กี่คน และจะได้มีอนาคตที่คู่ควรกับแผ่นดินไทยแผ่นดินธรรมเสียที?