Friday, May 15, 2015


แผ่นดินไหวกับโลกร้อน:พุทธมีมุมมองอย่างไร?

ดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต  dhanarat333@gmail.com



พระพุทธศาสนา (พุทธ) มีคำอธิบายเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่เนปาลเมื่อเร็วๆ นี้ และโลกร้อนทุกวันนี้อย่างไร?

พุทธมีคำอธิบายง่ายๆ คือ จักรวาลไม่ได้มีอยู่เพื่อตอบสนองความต้องการ ความปรารถนา หรือกิเลสของมนุษย์  จักรวาลไม่รับรู้ความทะเยอทะยานของมนุษย์ ไม่ยี่หระต่อมนุษย์ จริงๆ แล้ว ภัยธรรมชาติดังกล่าวมีมาก่อนมนุษย์เกิดเสียอีก


พุทธมองภัยธรรมชาติด้วย "เหตุ" และ "ผล" ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่


แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้อย่างไร? มีเหตุมีผลและความเป็นมาอย่างไร?

จากข้อมูลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แผ่นเปลือกโลกที่มีรอยร้าวอยู่กว่า 20 แห่งทั่วโลกนั้น ประกอบด้วยแผ่นหินมหึมาสองแผ่นที่ประกบกันหรือยันกันอยู่ ซึ่งอาจอยู่บนบกหรือใต้น้ำทะเล เมื่อได้รับพลังผลักดันจากรอบตัวมากพอ แผ่นหินคู่นี้จะเคลื่อนตัวตามแนวร้าว ทำให้แผ่นดินหรือมวลน้ำทะเลเคลื่อนตัวคล้อยตามด้วย คือ ทำให้เกิดแผ่นดินไหวหรือคลื่นสึนามิ


ผู้คนวัตถุที่อยู่บนแผ่นดินไหว เปรียบได้กับผู้คนวัตถุที่อยู่บนพรมปูพื้นที่ถูกผู้อื่นกระชากออกจากตำแหน่งเดิม คือ จะเสีย "ศูนย์ทรงตัว" หกล้มหกลุก ตกจากเก้าอี้หรือเตียง สิ่งปลูกสร้างจะถูกเขย่าให้เอนเอียงไปมา ทำให้โครงสร้างชำรุดแล้วพังทลายลงมา ผู้คนจะถูกวัตถุแข็งรอบตัวกระแทกที่ศีรษะกับร่างกาย ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตาย ฯลฯ


แผ่นดินไหวที่สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 นี้ วัดคะแนนสั่นสะเทือนได้ที่ระดับ 7.8 จากคะแนนเต็ม 10 (คะแนนยิ่งสูงก็ยิ่งแรง) โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 10 กม. ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงประเทศอินเดียและทิเบตด้วย ทั้งนี้ มีการสูญเสียชีวิตนับพันๆคน ผู้บาดเจ็บ ไร้บ้าน ขาดแคลนปัจจัยสี่นับแสนคน อาคารบ้านเรือนเสียหายกว่าสองแสนหน่วย ราวแปดล้านคนได้รับความเดือดร้อน ศาสนสถานล้ำค่าพังทลายเกลื่อนกลาด ยังความเศร้าสลดเสียใจยิ่งในหมู่ผู้เห็นเหตุการณ์ องค์การสหประชาชาติคาดคะเนว่า มีผู้คนราวล้านกว่าคนที่ต้องรับอาหารช่วยเหลือต่อไปอีก 3 เดือน


ภายหลังแผ่นดินไหว นักวิทยาศาสตร์พบว่า บริเวณยอดเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่ใกล้รอยร้าวต้นเหตุ ถูกเขย่าอย่างแรง ส่งผลให้ยอดเขาลดความสูงลงมาราวหนึ่งนิ้ว และพื้นดินบริเวณเมืองหลวงกาฐมาณฑุของเนปาล ยกระดับสูงขึ้นถึงสามฟุต ทั้งนี้ เป็นเพียงตัวเลขสอบวัดขั้นแรกเท่านั้น


ตามคติพุทธ แผ่นดินไหวคือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างมี "เหตุ" และ "ผล" พุทธมองว่าแผ่นดินไหวไม่ได้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ การเบียดเบียนกัน หรือการก่อกรรมทำเข็ญระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติก่อน คือ มนุษย์ไม่ได้ทำบาปต่อมนุษย์ เทพเจ้า หรือพระผู้เป็นเจ้า แล้วได้รับแผ่นดินไหวเป็นผลตอบแทน


ก่อนที่จะเคลื่อนตัวตามรอยร้าว แผ่นเปลือกโลกก็อยู่ใน "ความสมดุล" หรือ "พอดี" อยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับสะสมพลังงานเพิ่มเติมจากรอบๆ ตัว เช่น พลังคลื่นสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่อื่น การทดลองระเบิดปรมาณูลึกลงไปใต้ดินใกล้เคียง ตลอดจนไอร้อนที่ทำให้แผ่นหินขยายตัว เป็นต้น แผ่นเปลือกโลกก็จะไม่อยู่ใน "ความสมดุล" อีกต่อไป แต่จะปรับตัวสู่ "ความสมดุล" ด้วยการเคลื่อนตัวตามรอยร้าวดังกล่าว จนกว่าจะหยุดเมื่อบรรลุ "ความสมดุล" ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวได้ทันที ยากที่นักวิทยาศาสตร์จะทำนายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำและมีเวลาสื่อสารเตือนภัยให้ผู้คนหลีกหนีได้ทันควัน


ในทำนองเดียวกัน เมื่อเกิดพายุฝนมหึมา ลมที่พัดอย่างแรงสามารถผลักดันเคลื่อนย้ายบ้าน หลังคา ทำลายกระจกหน้าต่าง ยกรถยนต์ทั้งคันขึ้นสูงแล้วปล่อยให้ตกลงมาทับผู้คนหรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องล่างได้ และฝนขนาดมหึมาก็สามารถทำให้ดินถล่มกับน้ำท่วมฉับพลันได้ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ไม่น้อยเช่นกัน


ตามคติพุทธ พายุฝนก็คือภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่มนุษย์ไม่ได้ก่อให้เกิดขึ้นจากการไปก่อกรรมทำเข็ญหรือทำบาปต่อผู้ใดทั้งสิ้น


อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นมาร่วม 50 ปีแล้วว่า พายุฝนจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น ตราบใดที่มนุษย์ไม่ลดละเลิกการละเมิดต่อธรรมชาติ เนื่องจากธรรมชาติจักต้องออกแรงกอบกู้ "ความสมดุล" กลับคืนมา


มนุษย์เริ่มละเมิดธรรมชาติอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 255 ปีก่อน โดยเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติไปในการผลิตวัตถุปรุงแต่งที่มุ่งบำรุงบำเรอรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกับอำนวยความสะดวกสบายทางกาย และได้ก่อให้เกิดผลพวงที่เป็นมลพิษต่างๆ โดยเฉพาะก๊าซที่ออกมาทางปล่องควันไฟโรงงานและท่อไอเสียเครื่องยนต์ เรียกกันว่า "ก๊าซเรือนกระจก"


เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมนับล้านแห่ง รถยนต์นับล้านๆคัน เครื่องบินโดยสารไอพ่นเชิงพาณิชย์นับหมื่นเครื่อง พร้อมกันขับ "ก๊าซเรือนกระจก" ออกมาตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน ตลอดปี นับสิบๆ ปี จนสะสมเป็นม่านหมอกหนาลอยตัวอยู่เหนือผิวโลก และเมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงมากระทบผิวโลก พลังร้อนจากแสงอาทิตย์จะไม่สามารถสะท้อนขึ้นท้องฟ้า เพื่อกระจายพลังร้อนสู่นอกโลก ตามระบบธรรมชาติปกติ เพราะถูกม่านหมอก "ก๊าซเรือนกระจก" ดูดซับกักขังไว้ ผลก็คือ อุณหภูมิบรรยากาศโลกขยับสูงขึ้น ทั้งบนบกและทะเล โลกปกติก็มีอาการเป็นไข้ คือ "โลกร้อน" (Global Warming) โดยปริยาย


นอกจาก "ก๊าซเรือนกระจก" จากน้ำมือมนุษย์แล้ว โลกยังมีวงจรร้อน-หนาวของตัวเองด้วย คือ มียุคร้อนอย่างปัจจุบันที่เกิดสลับกับยุคน้ำแข็งทุก 50,000 ปี และมีสองคลื่นใต้น้ำมหาสมุทร ชื่อว่า  เอลนีโญ (El Nino) และลานีญา (La NiNa) ที่มีวงจรราว 3-7 ปี สลับกันส่งพลังงานอิทธิพลต่อโลก เอลนีโญทำให้โลกอุ่นขึ้นกับมีภัยแล้ง ส่วนลานีญาทำให้โลกเย็นลงกับมีฝนตกน้ำท่วมกว้างขวาง


ขณะนี้นักอุตุนิยมวิทยาสหรัฐอเมริกาประกาศว่า เอลนีโญกำลังเริ่มปรากฏตัวแล้ว และทำนายว่าจะส่งผลให้เขตแดนไทยเข้าสู่วงจรอากาศร้อนกับมีภัยแล้งในหลายปีข้างหน้า ดังนั้น เมื่อผสมผสานกับอาการ "โลกร้อน" แล้ว อากาศร้อนในไทยน่าจะทวีความแรงยิ่งขึ้นอีก 3-7 ปีต่อไป


ผลของ "โลกร้อน" มีมากมาย น่าหดหู่ใจยิ่ง เช่น มีพายุฝนและน้ำท่วมฉับพลันเป็นแห่งๆ พายุรุนแรงเกิดถี่ขึ้น หิมะขั้วโลกเหนือและใต้ละลายมากผิดปกติ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น บางเกาะกลางทะเลถูกทะเลกลืนหายไป ชายฝั่งทะเลของแผ่นดินใหญ่บางแห่งหดหายไป ฝนตกผิดที่ผิดปริมาณ ฤดูกาลเหลือแต่หน้าร้อนแล้งกับหน้าฝนน้ำท่วม พืชผักผลไม้ให้ผลิตผลผิดปกติ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ทำให้ราคาขายสูงขึ้น และความแล้งในบางแห่งทำให้มีไฟไหม้ป่าบ่อยขึ้น ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมอย่างรุนแรง


ทั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พุทธได้สะท้อนให้เห็นไว้แล้วใน "ปฏิจจสมุปบาท" ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ ได้แปลไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า "สภาวธรรมที่เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยซึ่งกันและกัน"นักวิทยาศาสตร์ได้เตือนผู้บริหารชาติบ้านเมืองทั่วโลกมาราว 40 ปีแล้ว ให้เตรียมมาตรการป้องกันแก้ไขการจลาจลที่จะเกิดขึ้นจากโลกร้อน เมื่ออาหารเริ่มขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ความรวยและความจนจะไม่มีความหมายอย่างที่เคยมีมาก่อน


พุทธได้สอนและเตือนสติมนุษย์มา 2,558 ปีแล้วว่า "จงทำดี งดทำชั่ว ทำจิตให้เบิกบาน" เพื่อจะได้ไม่เป็นเหยื่อโลกมายาที่หลอกลวงชักนำมนุษย์ไปสู่ "ความตะกละ" "การเอาแต่ได้" "ความไม่พอเพียง" ซึ่งล้วนเป็นวัฒนธรรมอัปมงคลที่ทำลายธรรมชาติ


พุทธได้ชี้ทางออกง่ายๆ คือ มนุษย์พึงปฏิบัติตนดั่ง "ภมรผึ้ง" ที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้ด้วยความทะนุถนอม ไม่ทำให้ดอกไม้ชอกช้ำเสียหาย ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้ดอกไม้ได้ผสมเกสรตัวผู้ตัวเมีย ทำให้เกิดผลไม้ตามมา "วัฒนธรรมของแมลงผึ้ง" คือวิถีชีวิตที่กอปรด้วยสติปัญญาชาญฉลาด ยั่งยืน และอยู่กับธรรมชาติ บนพื้นฐานของ "เหตุ" และ "ผล" ที่เชื่อมโยงกัน


ทว่า มนุษย์หาสนใจในคำสอนของพุทธดังกล่าวไม่ กลับตั้งอยู่ในมิจฉาทิฐิ ยอมเป็นเหยื่อให้กับมายาคติ ทำการผลิตและยึดติดวัตถุสิ่งของเกินความจำเป็น จนมนุษย์มี "ปัจจัยที่ห้า" ท่วมหลุมขยะเป็นภูเขาใหญ่โต และยึด "วัฒนธรรมบริโภคล้นเกิน" เป็นชีวิตจิตใจ เพื่อโอ้อวดความร่ำรวยแห่งตน ไม่ให้น้อยหน้าผู้อื่น คือ มนุษย์ได้เลือกที่จะหลับหูหลับตาทำลายระบบนิเวศวิทยาอย่างเมามัน และกำลังขยันขุดหลุมฝังศพให้กับตัวเองและลูกหลานอยู่โดยมิรู้ตัว


เมื่อโลกร้อนถึงระดับที่ไม่มีมนุษย์มากพอที่จะทำลาย "ความสมดุล" ในธรรมชาติได้อีกแล้ว โลกก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ "ความสมดุล" โดยอาจใช้เวลานานกว่า 255 ปีโลก-จักรวาล-ธรรมชาติไม่มีวันพ่ายแพ้มนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นเพียง "อนุภาคนาโน" ขนาดเล็กกว่าเม็ดฝุ่นที่ตลบคลุ้งอยู่ไม่ถึงพริบตาเดียวเท่านั้น ส่วนจักรวาลมีอายุยาวนานมาร่วม 13,000 ล้านปี และจะมีอายุอยู่ต่อไปได้อีกเรื่อยๆ แทบจะไม่มีวันสิ้นสุด


นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า จักรวาลไม่มีทีท่าว่าจะหดตัว มีแต่จะเติบโตขยายตัวออกไปเรื่อยๆ แต่ก็จะต้องแตกดับไปในที่สุด ตามคำสอนในพุทธที่ว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ มีแต่อนิจจัง


ภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่เนปาล ได้ก่อให้เกิดความทุกข์มหันต์ในกลุ่มชนชาวเนปาลและชนชาติใกล้เคียง ยังความโศกเศร้าเสียใจไปทั่ว ในขณะเดียวกัน ก็น่ายินดีที่มีผู้ใจบุญได้พากันบริจาคส่งปัจจัยไปช่วยเหลืออย่างมากมาย


ภัยธรรมชาติเป็นข้อเตือนใจมนุษย์ให้หันมาพิจารณาเชิงพุทธว่า แม้จะไม่ได้ละเมิดศีลธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ตนได้ละเมิดธรรมชาติและก่อให้เกิดการสูญเสีย "ความสมดุล" ในธรรมชาติหรือเปล่า? ใครล่ะเป็นผู้กล้าเสี่ยง "ชีวิต" เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จากภัยธรรมชาติอย่างไร้อัตตา ไร้การยึดติดใดๆ ทั้งสิ้น?


โลก-จักรวาล-ธรรมชาติ มีเหตุมีผลและความรู้สำนึกที่จะรักษา "ความสมดุล" ไว้เสมอ โดยไม่ยี่หระต่อมนุษย์เลย มนุษย์ต้องตั้งสติปัญญาเอาใจทะนุถนอมธรรมชาติดั่งภมรผึ้ง เพื่อประโยชน์ของมนุษย์และธรรมชาติ เพราะธรรมชาติเป็นผู้มีชัยเสมอ.


No comments:

Post a Comment